Pi เปิดสถิติเฟดขึ้นดอกเบี้ย แนะสะสมหุ้นเด่น BCH-BBL-TU-MTC | ข่าวหุ้นธุรกิจ | LINE TODAY
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด หรือ Pi ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยจากการอ้างอิงข้อมูลในปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีการปรับ...
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด หรือ Pi ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยจากการอ้างอิงข้อมูลในปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย พบว่า 1 เดือนหลังจากนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถทำผลงานได้โดดเด่น (Outperform) กว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มการแพทย์ (Health) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.5% กลุ่มพาณิชย์ (Commerce) เพิ่มขึ้น 6.8% และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เพิ่มขึ้น 5.5%
ด้านกลยุทธ์การลงทุน บล.พาย ประเมินว่าในช่วงที่ FED ปรับขึ้นดอกเบี้ย มีความเป็นไปได้สูงที่เงินบาทจะอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มส่งออก จึงแนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนใน บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU
พร้อมกันนี้ ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield) ที่ขยับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงแนะนำลงทุน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB
รวมถึงแนะนำให้ลงทุนในกลุ่มการแพทย์ ซึ่งมีสถิติการเติบโตที่โดดเด่นในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ได้แก่ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH และ บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9
อย่างไรก็ตาม จากมุมมองที่คาดว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ FED ในรอบนี้จะเป็นวัฏจักรขาขึ้นเพียงระยะสั้น และคาดหวังว่าอัตราผลตอบแทน (Yield) จะปรับตัวลดลงในระยะเวลาช่วงถัดไป ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำว่า การปรับตัวลดลงมาของหุ้นกลุ่มการเงิน (Non-Bank) ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการทยอยสะสม โดยเฉพาะ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD และ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR
นอกจากนี้ หากพิจารณาในช่วงปี 2558-2561 ซึ่งเป็นช่วงวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 8.4% ต่อปี ขณะที่รายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) พบว่ากลุ่มเทคโนโลยีให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นที่สุดเฉลี่ย 21% ต่อปี รองลงมาคือกลุ่มการแพทย์ที่เฉลี่ย 12% ต่อปี (หรือ 9.7% ตามสถิติอีกชุด) และกลุ่มอุตสาหกรรมเฉลี่ย 7.7% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้กดดันสินทรัพย์เสี่ยงมากนัก หากสมมติฐานด้านการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง