นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังนักลงทุนรับรู้ปัจจัยบวกจากแผนงานด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐบาล รวมถึงยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เข้ามาเป็นจำนวนมากแล้ว แต่หากต้องการให้ตลาดหุ้นกลับเข้าสู่ขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง จำเป็นต้องเห็นความคืบหน้าของโครงการต่างๆ เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

โดยการฟื้นตัวของดัชนีจะต้องสะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจจริง เมื่อเศรษฐกิจและ Sentiment ดีขึ้น จะนำไปสู่การปรับเพิ่มประมาณการกำไร ขณะที่ธนาคารพาณิชย์จะกลับมามั่นใจในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลดีต่อกำไรของกลุ่มธนาคาร

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกระแส AI แม้ตลาดหุ้นไทยจะมีตัวเลือกไม่มาก โดยมีบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนกลุ่ม ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้ามีโอกาสได้รับประโยชน์จากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีและ Data Center รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม SET50 และ SET100 ที่จะช่วยประคองและขับเคลื่อนตลาด หากโครงการของรัฐบาลสามารถเดินหน้าได้ตามกำหนด

นายไพบูลย์ กล่าวว่า แผนงานเศรษฐกิจที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอถือเป็นแผนที่ดี แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในเวลานี้คือ “Execution” หรือการลงมือทำจริง เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “New Thailand” ไม่ใช่เพียงการประกาศแผนหรือประชาสัมพันธ์ โดยรัฐบาลต้องดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง มี Timeline และ KPI ที่ชัดเจน โดยเฉพาะโครงการ Data Center และแผน PDP ที่ไม่ควรสะดุดหรือเปลี่ยนแปลงไปมา เพราะความไม่แน่นอนของนโยบายในอดีตทำให้นักลงทุนต่างชาติสับสนและตัดสินใจลงทุนได้ยาก หากไทยมีนโยบายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว

ขณะเดียวกัน FETCO มีความกังวลต่อปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องเงินออมในประเทศที่ลดลง โดยปัจจุบันรัฐบาลตั้งเป้าหมายการลงทุนของประเทศไว้ที่ 30% ของ GDP ขณะที่อัตราการออมของคนไทยลดลงจากประมาณ 30% เหลือเพียง 25% ของ GDP หากไม่สามารถเพิ่มเงินออมภายในประเทศได้ ไทยอาจต้องพึ่งพาเงินออมจากต่างประเทศเพื่อชดเชยช่องว่างราว 5% ของ GDP ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเพิ่มการออม เพื่อให้มีแหล่งเงินทุนภายในประเทศเพียงพอและลดการพึ่งพาเงินทุนต่างชาติ

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ส่วนโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account : TISA) FETCO ไม่ได้เข้าไปกำหนดกรอบวงเงินหรือเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ทางภาษี เนื่องจากเป็นหน้าที่ของภาครัฐในการพิจารณาตามความเหมาะสมด้านงบประมาณ แต่ในด้านหลักการ FETCO พึงพอใจกับแนวคิดดังกล่าว และได้เสนอให้มีวงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีในระดับที่ค่อนข้างสูง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการออมระยะยาวของประชาชน อย่างไรก็ตาม ย้ำว่า FETCO พร้อมทำหน้าที่เป็น “พาร์ทเนอร์” ของภาครัฐด้านตลาดทุน เพื่อร่วมเสนอแนวทางและผลักดันการพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีบทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจประเทศมากขึ้น