กลับไปหน้ารวมบทความ
TECH

Diablo V สรุปข้อมูลใหญ่ชุดแรกของตัวเกม เตรียมยกระดับทั้งคลาส ระบบ Build การต่อสู้ และโลกอันมืดมน | GamingDose

17 ก.ย. 2569 · 3 min read via GamingDose
Diablo V สรุปข้อมูลใหญ่ชุดแรกของตัวเกม เตรียมยกระดับทั้งคลาส ระบบ Build การต่อสู้ และโลกอันมืดมน | GamingDose

ส่งตรงข้อมูลชุดแรกจากงาน Blizzcon สำหรับภาคใหม่ของเกม Action RPG ล่าเจ้าอสูร DIABLO V

ส่งตรงข้อมูลชุดแรกจากงาน Blizzcon สำหรับภาคใหม่ของเกม Action RPG ล่าเจ้าอสูร DIABLO V

จากการพูดคุยกับทีมพัฒนา Diablo V ในครั้งนี้ มีการเปิดเผยรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับทิศทางของภาคใหม่ และดูเหมือนว่าทีมงานต้องการนำประสบการณ์จาก Diablo ภาคก่อน ๆ มาต่อยอด พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมกับทิศทางของเกมตั้งแต่ช่วงแรกของการพัฒนา

เปิดตัว 3 คลาสแรกพร้อมยืนยันเกมเต็มจะมีคลาสเยอะกว่าภาคก่อนdiablo v aas

ในส่วนของคลาสตัวละคร ทีมงานยืนยันแล้วว่า Diablo V จะมีอย่างน้อย 3 คลาส ได้แก่ Demon Hunter, Monk และ Plague Knight ซึ่งเป็นคลาสใหม่ของซีรีส์

อย่างไรก็ตาม จำนวนคลาสทั้งหมดจะมีมากกว่านี้ โดยทีมงานระบุว่า Diablo V ตั้งเป้าที่จะมีจำนวนคลาสมากกว่าเกม Diablo ภาคอื่น ๆ ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเทียบกับ Diablo II ที่มี 8 คลาส และ Diablo IV ที่กำลังจะมีจำนวน 9 คลาสจากเนื้อหาที่ประกาศออกมาแล้ว ก็สะท้อนให้เห็นว่าทีมพัฒนาต้องการให้ตัวเลือกในการสร้างตัวละครมีความหลากหลายอย่างมาก

รายละเอียดของแต่ละคลาสยังไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมามากนัก แต่เราได้สอบถามกับทีมงาน ซึ่งก็มีการแง้มว่าพวก “ธีม” หลักเช่นคลาสที่ใช้พลังด้านแสง พลังด้านมืด คลาสที่เน้นการเรียกลูกน้อง ทุก ๆ สไตล์การเล่นที่แตกต่างจะกลับมาในเกมภาคนี้แน่นอน

ระบบ Build เน้นเข้าใจง่ายช่วงต้น ก่อนเปิดความซับซ้อนในช่วง Endgame

diablo v ad3

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ Diablo V คือสิ่งที่ทีมงานเรียกว่า “deferred complexity” หรือการเลื่อนความซับซ้อนของระบบออกไปในช่วงท้ายเกม

แนวทางดังกล่าวหมายความว่า ช่วงเริ่มต้นของเกมและการเล่นแคมเปญจะถูกออกแบบให้ผู้เล่นสามารถเข้าใจพื้นฐานของตัวละครและระบบต่าง ๆ ได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องรับมือกับระบบจำนวนมากตั้งแต่ต้น

เมื่อเข้าสู่ช่วง Endgame ระบบ Build และการปรับแต่งตัวละครจะค่อย ๆ เปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นลงรายละเอียดมากขึ้น

จากข้อมูลที่เห็นในเวลานี้ ระบบ Inventory และ Itemization ยังให้ความรู้สึกที่ได้รับอิทธิพลจาก Diablo II อย่างชัดเจน ขณะที่องค์ประกอบอย่างระดับความหายากของไอเทมและ Runes ก็ถูกเปิดตัวออกมาแล้วเช่นกัน

เน้นการต่อสู้ที่รวดเร็วสะใจลื่นไหล แต่มีโอกาสให้ผู้เล่นเพิ่มการตัดสินใจแบบกลยุทธ์

สำหรับ Combat ทีมพัฒนาต้องการให้ Diablo V มีจังหวะการเล่นที่ รวดเร็วและต่อเนื่อง แต่ยังคงเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นต้องคิดและวางแผนระหว่างการต่อสู้

ทีมงานอธิบายว่าต้องการให้การต่อสู้มีความ มันส์ สะใจ ดุดัน กลับไปเน้นแก่นของเกม Action RPG อย่างเต็มที่ ทั้งความรู้สึกจากการโจมตี การตอบสนองของตัวละคร และความสะใจในการจัดการศัตรูจำนวนมาก

หนึ่งในต้นแบบสำคัญที่ทีมพูดถึงคือ Diablo III โดยทีมมองว่า Diablo III คือเกม ARPG ที่มีระบบการต่อสู้ที่ดีทีสุด โดยทีมต้องการนำความรวดเร็วและความลื่นไหลของระบบดังกล่าวมาต่อยอดให้เหมาะกับ Diablo V นั่นเอง

โลกของ Diablo V หลัง Diablo IV จะมืดมนยิ่งกว่าเดิม

diablo v a2

เรื่องราวของ Diablo V จะเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ใน Diablo IV ไปประมาณ 100 ปี โดยช่วงเวลาดังกล่าวเคยถูกอธิบายว่าเป็นยุคที่โลกเข้าสู่ “Golden Age” หรือยุคทอง หลังเหตุการณ์ในเกมภาค 4 ที่ผู้เล่นพยายามกู้โลกไว้ได้สำเร็จก่อนที่สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงและเกิดอะไรบางอย่างขึ้น และในท้ายที่สุด Diablo เป็นฝ่ายชนะ

ผลลัพธ์คือโลกถูกปีศาจเข้ายึดครองอย่างหนัก และสังคมมนุษย์แทบจะล่มสลาย

บรรยากาศของเกมจึงถูกวางให้มีความ รกร้าง มืดมน และสิ้นหวัง มากกว่าเดิม ผู้เล่นจะไม่ได้เริ่มต้นจากเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คน แต่จะพบกับผู้รอดชีวิตที่กระจัดกระจายอยู่ในโลกที่แทบไม่มีอะไรเหลืออยู่

อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นจะสามารถสร้าง กองคาราวานของตัวเอง และค่อย ๆ ขยายมันไปตลอดการเดินทาง

คาราวานนี้จะไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักหรือจุดเปลี่ยนอุปกรณ์เท่านั้น แต่จะมีตัวละครต่าง ๆ เข้ามาร่วมเดินทาง พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญและช่างฝีมือต่าง ๆ ที่ช่วยสนับสนุนผู้เล่น ทำให้คาราวานค่อย ๆ เติบโตและมีชีวิตมากขึ้นตามความคืบหน้าของเรื่องราว

โดยการเล่าเรื่องถูกแง้มเอาไว้ว่าจะมีทั้งช่วงย้อนอดีตไขปริศนา ช่วงการลุยในยุคปัจจุบันของเนื้อเรื่อง และการสานต่อเรื่องราวไปยังอนาคต

ส่วนใครที่สงสัยว่าเหล่า “เทพ” หายไปไหนใน Diablo IV ทีมงานก็แย้มกับเราว่าจะมีการไขคำตอบปมปริศนานี้ในเกมภาคห้านั่นเอง

Diablo จะกลับมาอยู่ใจกลางเรื่องราวตั้งแต่ต้น

ประเด็นน่าสนใจคือทีมงานระบุคือผู้เล่นจะได้รู้ว่า “เราแพ้ได้อย่างไร” ซึ่งหมายถึงการย้อนกลับไปสำรวจเหตุการณ์ที่นำโลกมาสู่สภาพอันเลวร้ายในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน Diablo จะมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ช่วงต้นของเกม ทำให้เราไม่ต้องรอกันจนถึง Act สุดท้ายถึงจะมี Diablo โผล่มาให้เราเจอ

Diablo จะอยู่กับเราตลอดเกม มีส่วนสำคัญกับเนื้อเรื่องและถูก “อัปเกรด” ใหม่ให้มีตัวตนสมกับเป็นเจ้าแห่งความ “หวาดกลัว” หลังในภาคที่ผ่าน ๆ มา ดูเป็นแค่บอสกิ่งก่าแดงตัวยักษ์เท่านั้น

ทีมพัฒนายังระบุถึงความทะเยอทะยานที่จะสร้าง “แคมเปญที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา” โดยมองแคมเปญของ Diablo IV: Lord of Hatred ว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบที่ต้องการต่อยอดให้ดีขึ้นกว่านั้นไปอีกขั้น

Fog of War จะกลับมา เพื่อทำให้การสำรวจมีความหมายมากขึ้น

diablo v a1

Diablo V จะใช้ Fog of War เพื่อปกคลุมพื้นที่ของโลกอีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นไม่ได้เห็นแผนที่ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น และจำเป็นต้องออกสำรวจเพื่อค้นพบพื้นที่ใหม่ ๆ

แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้สึกให้ผู้เล่นตื่นเต้น มีการค้นพบอะไรใหม่ ๆ ทุกเกมการเล่น เป็นการผจญภัยและค้นพบสิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง

จากสิ่งที่ทีมงานแง้มออกมา เราเชื่อว่าโครงสร้างของ Diablo V จะไม่เป็นเกม Open World แบบเต็มรูปแบบเหมือน Diablo IV ทั้งหมด แต่รายละเอียดก็ยังไม่มีการพูดถึงแบบชัด ๆ

ใช้ Engine ที่พัฒนาต่อยอดจาก Diablo IV

ในด้านเทคโนโลยี Diablo V จะใช้ Engine ที่ พัฒนาต่อยอดมาจาก Diablo IV แทนที่จะเริ่มต้นจากศูนย์

โดย Diablo IV ประสบปัญหาในการพัฒนาหลายส่วนเนื่องจากทีมงานงมกับเอนจิ้นของเกมอยู่ในช่วงแรก แต่ครั้งนี้พวกเขามีประสบการณ์มากพอในการปรับแต่งเอนจิ้นเพื่อสร้างเกมในแบบที่ต้องการ

ทีมงานมองว่าเทคโนโลยีชุดใหม่นี้สามารถรองรับสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการทำกับเกมยุคใหม่ได้มากขึ้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ทีมพัฒนาสร้างระบบและประสบการณ์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม

ทีมพัฒนาส่วนใหญ่ของ Diablo V จะยกมาจาก Diablo IV  ทำให้ทีมมีทั้งประสบการณ์จากการพัฒนาเกมภาคก่อน และความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดวงจรการพัฒนา

ทีมงานบอกว่า Diablo V จะเริ่มต้นด้วย แนวทาง ที่ชัดเจนกว่าเดิม

diablo v a

เมื่อถูกถามถึงบทเรียนจากการพัฒนา Diablo IV และแนวทางที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาด้านโครงสร้างการพัฒนาแบบเดิมอีกครั้ง ทีมงานระบุว่ามีการปรับปรุง กระบวนการพัฒนาเกม หลายด้าน

Diablo V ยังคงสร้างอยู่บนพื้นฐานทางเทคโนโลยีของ Diablo IV แต่ทีมมี “แนวทาง” ที่ชัดเจนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา และมีกระบวนการทำงานที่ถูกปรับปรุงขึ้นจากประสบการณ์ของเกมภาคก่อน

ทีมงานยังย้ำว่ามีสมาชิกจำนวนมากที่ทำงานกับ Diablo IV มาก่อน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์โดยตรงที่สามารถนำมาปรับใช้กับภาคใหม่ได้

แนวคิดหนึ่งที่ทีมให้ความสำคัญคือ “get out of the way of what players want” หรือการไม่เข้าไปขวางทางสิ่งที่ผู้เล่นต้องการจากเกม

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือระบบอย่าง Overlay Map ซึ่งจากทิศทางที่พูดคุยกัน มีแนวโน้มว่าฟีเจอร์ที่ผู้เล่นเรียกร้องมานานจะถูกนำมาพิจารณาตั้งแต่ช่วงต้นของเกม รวมถึงระบบอื่น ๆ ที่ผู้เล่น Diablo IV เคยร้องขอ เช่น Stash, UI และระบบ Endgame ต่าง ๆ ด้วย

ประกาศ Diablo V เร็วขึ้น เพื่อให้เสียงของผู้เล่นเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

อีกหนึ่งเหตุผลของการเปิดเผย Diablo V ตั้งแต่ช่วงนี้ คือทีมงานต้องการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนผู้เล่นสามารถส่ง Feedback ได้เร็วขึ้น

แทนที่จะรอจนเกมใกล้วางจำหน่ายแล้วจึงเริ่มรับฟังความคิดเห็น ทีมต้องการเริ่มกระบวนการดังกล่าวตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ Feedback ของผู้เล่นมีโอกาสถูกนำไปพิจารณาระหว่างการพัฒนา

ในขณะเดียวกัน Diablo IV ก็ยังไม่ได้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง โดยจากสิ่งที่พูดคุยกัน ทีมงานยังมีแผนพัฒนาเกมภาคดังกล่าวต่อไปอีกหลายปีนั่นเอง

ดังนั้นในช่วงต่อจากนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่การพัฒนาของ Diablo IV จะเดินหน้าควบคู่ไปกับ Diablo V ไปอีกระยะ ก่อนที่ทีมงานจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาคใหม่อย่างเต็มตัว


เริ่มโปรเจกต์

มีไอเดียซอฟต์แวร์ในใจ? ให้เราช่วยทำให้เกิดขึ้นจริง

นัดคุยฟรี 30 นาที เพื่อประเมิน scope ประเมินราคา และวางแผน timeline ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ