เปิดอาณาจักร Citadel ของ Ken Griffin เฮดจ์ฟันด์ที่กำไรมากสุดในโลก บนกฎเหล็ก “อย่าพึ่งกลยุทธ์เดียว”

ทำความรู้จักกับ Citadel และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของกองทุนนี้ อย่าง Ken Griffin ผู้จัดการกองทุนที่สร้างชื่อให้กับบริษัทนี้มาอย่างยาวนาน
Citadel กองทุนเฮดจ์ฟันด์เจ้ายักษ์ ที่ล่าสุดกลายเป็นประเด็นจากการเข้าซื้อหุ้นยกพอร์ตของ Situational Awareness หลังโดนบังคับขายจนเกลี้ยง เนื่องจากหุ้นกลุ่ม AI ที่กองทุนนี้ทุ่มลงทุนแบบกระจุกตัวนั้น ราคาร่วงแรงทั้งตลาด จนถูก Force Sell ในที่สุด และก็เป็น Citadel นี่เองที่มาอุ้ม เข้าซื้อหุ้นเกือบทั้งหมดไป
เบื้องหลังของกองทุนที่ขึ้นชื่อว่าประสบความสำเร็จที่สุดในโลกนี้ คือ Ken Griffin ผู้จัดการกองทุนที่ได้รับสมญาว่าเป็นนักบริหารที่สามารถทำกำไรสะสมให้แก่นักลงทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ จากการบริหาร Citadel ด้วยกลยุทธ์การจัดการแบบ Multi-Strategy คือไม่ทุ่มลงทุนในกลุ่มเดียวหรือใช้แค่กลยุทธ์เดียว แต่ให้กระจายความเสี่ยงออกไป จนกลายเป็นดีเอ็นเอของกองทุนนี้ไปแล้ว
เขาคนนี้เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะในเรื่องของการบริหารกองทุน มีเส้นทางชีวิตที่ไม่ธรรมดา ตั้งกองทุนแรกในชีวิตเป็นของตัวเองในวัยเพียง 19 ปี และยังวิเคราะห์ตลาดได้แม่นด้วยการผสานเทคโนโลยีเข้ามาในการทำงาน ทำให้สามารถสร้างกำไรได้มหาศาลในวันที่คนอื่นล้ม จนในที่สุด Citadel กลายเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลแห่งหนึ่งของโลก
บทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังต้นกำเนิด Citadel กองทุนที่อยู่มายาวนานกว่า 35 ปี พร้อมกับทำความเข้าใจเส้นทางของ Ken Griffin ผู้ที่พากองทุนนี้ผ่านวิกฤตและประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้
ก่อนสร้างอาณาจักรเฮดจ์ฟันด์ระดับโลก
จุดเริ่มต้นของทุกอย่างมันมาจาก Kenneth หรือ Ken Griffin เด็กชายที่เกิดและเติบโตในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เขาเกิดในปี 1968 ก่อนจะเข้ารับการศึกษาที่ Boca Raton Community High School โรงเรียนมัธยมปลายขนาดใหญ่ของรัฐ
เขาชื่นชอบวิชาคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก ๆ จนถึงขั้นได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมคณิตศาสตร์ของโรงเรียน นอกจากนี้ เขายังสนใจในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และได้ร่วมทีมแข่งขันเขียนโปรแกรมของโรงเรียนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เขาเป็นเด็กที่มีวิธีคิดแบบ Contrarian Thinking มักจะตั้งคำถามกับกระแสหลักของสังคมเสมอ โดยในปี 1986 เขาเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักพิมพ์ท้องถิ่นว่า เขาคิดว่าความต้องการในงานเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบที่เขาทำนั้นจะลดลงอย่างมากในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า แม้ว่าตัวเขาเองจะเป็นหนึ่งในคนที่มุ่งมั่นไปในด้านนี้ก็ตาม
และในปีเดียวกันนั้นเขาได้เดินทางไปศึกษาต่อใน Harvard University และที่นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้เข้าสู่โลกแห่งการเทรด โดยดีลลงทุนแรกในวัยเพียง 18 ปีคือการซื้อ Put Option ของ Home Shopping Network จนทำกำไรได้มากถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
หลังจากนั้นเขาได้ทำความรู้จักกับกลยุทธ์ Convertible Bond Arbitrage หรือหากำไรจากการซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพพร้อมกับขายชอร์ตหุ้นสามัญของบริษัทเดียวกันออกไป เพื่อทำกำไรจากส่วนต่าง ซึ่งวิธีนี้จำเป็นจะต้องใช้ข้อมูลราคาหุ้นแบบเรียลไทม์
แต่ปัญหาหลัก ๆ ในสมัยนั้นคือ อินเทอร์เน็ตยังไม่ได้ก้าวหน้าเช่นทุกวันนี้ เขาจึงต้องไปขออนุญาตมหาวิทยาลัยเพื่อติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมบนหลังคาหอพัก เพื่อรับข้อมูลราคาหุ้นสดจากตลาด สิ่งนี้จึงถือเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลด้วยตัวเอง ซึ่งในเวลานั้นแทบไม่มีนักลงทุนรายย่อยคนใดทำได้ จนทำห้องพักนักศึกษาของเขากลายเป็นเหมือน Trading Floor ขนาดย่อม
ตั้งกองทุนแรกในหอพักมหาวิทยาลัย
หลังจากนั้นไม่นาน Ken Griffin ในวัยเพียง 19 ปี ก็ได้ลงมือจัดตั้งกองทุนแห่งแรกของตัวเอง ด้วยเงินตั้งต้น 265,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดมมาได้จากคุณย่า ทันตแพทย์ประจำตัว และโบรกเกอร์ที่รู้จัก
แต่ไม่นาน โลกก็ได้พบเจอกับวิกฤต Black Monday วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 1987 กลายเป็นวันที่ตลาดหุ้นทั่วโลกต้องจดจำ เกิดสถานการณ์หุ้นดิ่งหนัก ภายในวันเดียวดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงไปมากถึง 22.6% ทำเอานักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุนอย่างหนัก แต่ในทางกลับกันกองทุนแรกในชีวิตของ Ken Griffin กลับทำกำไรได้มหาศาล เพราะก่อนหน้านั้นเขาได้วางสถานะ Short Position เพื่อเดิมพันว่าตลาดจะปรับตัวลง
หัวใจสำคัญของความสำเร็จในช่วงมหาวิทยาลัย ไม่ได้อยู่ที่การทายทิศทางตลาดถูกเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการค้นพบว่า Convertible Bonds มักซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น สาเหตุเพราะสินทรัพย์ประเภทนี้มีทั้งคุณสมบัติของตราสารหนี้และสิทธิในการแปลงเป็นหุ้น ทำให้การประเมินมูลค่าซับซ้อนกว่าหุ้นหรือพันธบัตรทั่วไป
ในยุคนั้น นักลงทุนสถาบันจำนวนมากยังไม่มีระบบที่สามารถคำนวณราคาได้อย่างแม่นยำ แต่เขาสามารถสร้างซอฟต์แวร์และระบบวิเคราะห์ข้อมูลของตัวเอง (จากความชำนาญด้านการเขียนโปรแกรม) พร้อมเชื่อมต่อข้อมูลราคาหุ้นแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นกู้แปลงสภาพได้แม่นยำกว่าคู่แข่ง
ความได้เปรียบของ Ken Griffin จึงไม่ได้มาจากการเดาตลาด แต่มาจากทั้ง “ข้อมูล” และ “เทคโนโลยี” ทำให้ในช่วงที่กำลังเรียนอยู่ในรั้ว Harvard เขาได้บริหารกองทุนขนาดเล็กถึง 2 กองจากห้องพักในมหาวิทยาลัย
แม้จะเป็นเงินลงทุนไม่มากเมื่อเทียบกับกองทุนของเขาในปัจจุบัน แต่ผลงานที่ทำได้ก็เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรายใหญ่ จนเมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์จาก Harvard University พร้อมเกียรตินิยมในปี 1989 ไม่ได้ออกจากมหาวิทยาลัยพร้อมแค่ใบปริญญา แต่เขาออกมาพร้อมกับผลงานการลงทุนที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้จริง
กำเนิด Citadel
หลังเรียนจบได้ไม่นาน Ken Griffin ที่บริหารกองทุนเล็กอยู่นั้น ก็ไม่อยู่เฉย ๆ เขาตัดสินใจเข้าร่วมงานกับ Frank Meyer ผู้ร่วมก่อตั้ง Glenwood Capital Investments ซึ่งต่อมาได้มอบเงินทุนมากถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้เขาบริหาร และผลลัพธ์ที่ตามมาคือ เขาสร้างผลตอบแทนได้ถึง 70% ภายในปีแรก
แต่สิ่งสำคัญกว่าผลตอบแทน คือคำแนะนำที่ Frank Meyer มอบให้เขา ด้วยคำพูดที่ว่า “อย่าสร้างกองทุนที่พึ่งพากลยุทธ์เดียว แต่จงสร้างแพลตฟอร์มที่มีกลยุทธ์หลากหลาย” และสิ่งนี้ได้กลายมาเป็นคติสำคัญในการสร้างและบริหารกองทุนของเขาในเวลาต่อมา
เหตุผลหลักคือ เมื่อมีกลยุทธ์หลายแบบก็จะดึงดูดคนเก่งจากหลายสาขา และเมื่อแหล่งสร้างผลตอบแทนมีความหลากหลาย กองทุนก็จะมีโอกาสรอดจากวิกฤตที่ทำลายกองทุนแบบกลยุทธ์เดียว
จากเงินตั้งต้น 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ได้มานั้น นำมาสู่การก่อตั้งกองทุนของเขาเองในปี 1990 ขณะที่เขามีอายุเพียง 22 ปี เขาได้ก่อตั้งบริษัท Wellington Financial Group ด้วยเงินทุนเริ่มต้นรวม 4.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้มาจาก Frank Meyer
ซึ่งในช่วง 2 ปีแรกของการดำเนินงานถือเป็นการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว โดยในปี 1991 เขาบริหารจนสร้างผลตอบแทนได้ 43% และปี 1992 สร้างผลตอบแทนได้กว่า 40% ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงสร้างชื่อเสียงให้ผู้จัดการกองทุนวัย 20 ต้น ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการปูทางให้ Citadel กลายเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกในเวลาต่อมา
โดยกองทุนนี้ได้เปลี่ยนชื่อจาก Wellington Financial Group ไปเป็น Citadel Investment Group ในปี 1994 และต่อมาในปี 2013 ก็ได้ใช้ชื่อ Citadel LLC แบบที่เรารู้จักกันทุกวันนี้อย่างเป็นทางการ
เอกลักษณ์ที่เลียนแบบไม่ได้
เบื้องหลังความสำเร็จของ Citadel ที่บริหารโดย Ken Griffin ไม่ใช่การหาหุ้นตัวใหม่หรือเพิ่มเลเวอเรจให้สูงขึ้น แต่คือการออกแบบ “ระบบ” ที่ทำให้กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
โดยระบบดังกล่าวที่เขาสร้างขึ้นมา คือ “Pod Shop” จากที่กองทุนจะพึ่งผู้จัดการกองทุนเพียงคนเดียวเป็นผู้ตัดสินใจกลยุทธ์การลงทุนทั้งหมด แต่ Citadel จะแบ่งองค์กรออกเป็นทีมเล็ก ๆ หรือ “Pod” โดยที่แต่ละทีมจะมีสมาชิกประมาณ 4-5 คน ประกอบด้วยผู้จัดการพอร์ต นักวิเคราะห์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน
ระบบนี้เป็นการกำจัดจุดอ่อน ทีมหนึ่งอาจเชี่ยวชาญหุ้นเทคโนโลยี อีกทีมอาจเชี่ยวชาญกลุ่มธนาคาร อีกทีมดูแลตลาดพลังงาน หรือบางทีมโฟกัสเฉพาะตราสารหนี้และอนุพันธ์ โดยทุกทีมทำงานอย่างอิสระ แต่ยังอยู่ภายใต้ระบบบริหารความเสี่ยงเดียวกัน
หากทีมใดทีมหนึ่งคิดผิด ก็จะเกิดความเสียหายแค่ในบางส่วน แต่ในทางกลับกัน Ken Griffin มองว่า หากมีผู้จัดการแค่คนเดียวดูแลทั้งหมด หากล้ม มันจะล้มไปทั้งกองทุน
เป้าหมายของแต่ละ Pod ไม่ใช่การทายว่าตลาดจะขึ้นหรือลง แต่คือการสร้าง Alpha หรือผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด โดยไม่พึ่งทิศทางของตลาด
โดยทั่วไปแล้ว แต่ละทีมมักจะมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนประมาณ 2-3% จากเงินทุนที่ได้รับจัดสรร และเมื่อ Citadel นำผลตอบแทนเหล่านั้นมารวมกัน พร้อมใช้เลเวอเรจอย่างเหมาะสม ก็จะสามารถเปลี่ยน Alpha เล็ก ๆ จากหลายสิบทีม ให้กลายเป็นผลตอบแทนระดับ 10-15% ต่อปี ของทั้งกองทุน
ข้อสำคัญคือ แต่ละทีมไม่ได้พึ่งพากัน หากทีมหนึ่งทำผลงานไม่ดี ทีมอื่นยังสามารถสร้างกำไรชดเชยได้ นี่เลยกลายเป็นแนวคิดของการกระจายแหล่งกำไร ไม่ใช่แค่กระจายสินทรัพย์ที่ Citadel ใช้มาอย่างยาวนาน
หลายคนอาจคิดว่าใคร ๆ ก็สามารถแบ่งทีมแบบเดียวกันได้ แต่ความยากไม่ได้อยู่ที่การแบ่งทีม มันอยู่ที่การบริหารความเสี่ยง
ลองจินตนาการว่ามีทีมลงทุนหลายสิบทีม ซื้อขายหุ้น พันธบัตร ค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ และอนุพันธ์ พร้อมกันทั่วโลก คำถามคือ จะรู้ได้ยังไงว่าแต่ละทีมกำลังรับความเสี่ยงซ้ำกันหรือไม่ หรือหากเกิดวิกฤต ตลาดทุกแห่งร่วงพร้อมกัน กองทุนจะเสียหายมากแค่ไหน
Citadel เลยทุ่มลงทุนมหาศาลในระบบเทคโนโลยี เพื่อวัดความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ ทั้งในระดับทีมและระดับกองทุน ซึ่ง Ken Griffin เคยกล่าวไว้ว่า “ความได้เปรียบที่แท้จริงของ Citadel ไม่ใช่การมีนักลงทุนเก่งที่สุด แต่คือการมี ‘ระบบ’ ที่ทำให้คนเก่งจำนวนมากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
เปลี่ยนความผันผวนเป็นขุมทรัพย์
ในปี 1998 ได้มีการตัดสินใจครั้งสำคัญ เปลี่ยนเงื่อนไขการลงทุนของกองทุน โดย Ken Griffin ได้เปิดทางให้นักลงทุนเลือก 2 ทาง คือ ล็อกเงินลงทุนไว้อย่างน้อย 2 ปี หรือสามารถถอนเงินได้ทุกไตรมาส แต่ต้องจ่ายค่าปรับหากถอนก่อนกำหนด ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะล็อกเงินไว้
ในเวลานั้น หลายคนมองว่ากฎนี้เข้มงวดเกินไป แต่ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น วงการการเงินก็เผชิญกับเหตุการณ์ครั้งใหญ่ เมื่อเฮดจ์ฟันด์ชื่อดังอย่าง Long-Term Capital Management หรือ LTCM ล่มสลาย จากการที่บริหารผิดพลาด จนนักลงทุนแห่ถอนเงินและเจ้าหนี้เรียกหลักประกันเพิ่ม
LTCM จำเป็นต้องขายสินทรัพย์จำนวนมหาศาลในราคาถูก จนแรงขายดังกล่าวลุกลามไปทั่วตลาด เฮดจ์ฟันด์หลายแห่งต้องขายสินทรัพย์ดี ๆ เพียงเพื่อนำเงินสดมาคืนลูกค้า
แต่ด้วยกลยุทธ์ที่ให้นักลงทุนล็อกเงินไว้ ทำให้ Citadel อยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่าง เขาไม่จำเป็นต้องเร่งขายสินทรัพย์ และตรงกันข้าม เขากลับใช้เงินสดเข้าซื้อสินทรัพย์คุณภาพดีที่ถูกเทขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าจริง ผลลัพธ์คือ Citadel สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากถึง 30% ขณะที่คนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับวิกฤต
หลังผ่านวิกฤต LTCM ชื่อเสียงของ Citadel ก็เติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด นักลงทุนสถาบันเริ่มมองว่ากองทุนแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงผลตอบแทนที่โดดเด่น แต่ยังมีโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง
ภายในปี 2001 มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของ Citadel เพิ่มขึ้นจากประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นผลงานที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ง่าย ๆ
หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไรก็ตามในวงการการเงิน ก็มักจะมีชื่อของ Citadel เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ไม่ใช่ในฐานะผู้สูญเสีย แต่เป็นผู้ชนะอยู่เสมอ
อีกเหตุการณ์สำคัญคือ วิกฤต Enron บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ที่ล้มละลาย Ken Griffin เห็นว่าองค์กรนี้มีทรัพยากร “คน” ที่มีศักยภาพสูง จึงดึงตัวเทรดเดอร์ นักวิเคราะห์ และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจำนวนมากเข้ามาร่วมงาน จนกลายเป็นอีกเอกลักษณ์ ที่ Citadel มักจะใช้คนเก่งเฉพาะทางเข้ามาร่วมบริหารจัดการกองทุน เพราะคนกลุ่มนี้จะรู้จักรายละเอียดและเข้าใจความเสี่ยงได้ดีกว่า
แต่กระนั้น ไม่ใช่ว่า Citadel จะไม่เคยเจอวิกฤตเข้ากับตัวเองเลย ในปี 2008 เป็นปีที่ Citadel ต้องเผชิญปัญหาขาดทุนหนักมากถึง 55% จากการล่มสลายของ Lehman Brothers ที่เป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้ของ Citadel ในยุคนั้น
อย่างที่ทราบกันดีว่า วิกฤตการเงินในปี 2008 ส่งผลกระทบกับสถาบันการเงินทั่วโลก Citadel ที่ไม่เคยขาดทุนมาก่อน ก็ต้องสูญเสียเงินไปกว่าครึ่งพอร์ต แต่กลับรอดมาได้เพราะกลยุทธ์ที่เคยวางไว้อย่างแข็งแกร่งตั้งแต่ในอดีต
นอกจากจะให้นักลงทุนล็อกเงินไว้แล้วจนทำให้กองทุนมีสภาพคล่อง Citadel ยังได้เจรจากับ Prime Broker ให้มีเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อที่ยืดหยุ่นกว่า เมื่อเกิดวิกฤตจริง Citadel จึงมีเวลามากกว่าหลายกองทุนในการจัดการพอร์ต
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบบริหารความเสี่ยงของ Citadel ยังมีการออกแบบให้จำลองเหตุการณ์ Stress Test มากกว่า 500 รูปแบบต่อวัน ทำให้เห็นความเสี่ยงได้ก่อน และยังรับมือได้ แม้จะไม่ครอบคลุมทั้งหมดก็ตาม นอกจากนี้ Ken Griffin และผู้บริหารระดับสูงยังได้อัดฉีดเงินของตัวเองรวม 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าพยุงบริษัท ไม่ใช่แค่เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แต่เพื่อส่งสัญญาณถึงลูกค้าว่า พวกเขายังเชื่อมั่นในบริษัทแห่งนี้
หลังจากวิกฤตผ่านไป ในปี 2009 กองทุนหลักของ Citadel ฟื้นตัวแรง สร้างผลตอบแทนได้ถึง 62% แม้จะไม่พอชดเชยกับที่เสียไปในปีก่อนหน้า แต่ก็ทำให้โลกเห็นว่าบริษัทแห่งนี้สามารถกลับมายืนอย่างสง่างามได้อีกครั้ง และหลังจากนั้น Citadel ต้องใช้เวลานานถึง 4 ปี ก่อนที่มูลค่ากองทุนจะกลับไปสูงกว่าจุดเดิม
เฮดจ์ฟันด์ที่กำไรมากสุดในโลก
วิกฤตปี 2008 เกือบทำให้ Citadel ต้องปิดฉาก แต่เมื่อผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นกลับยิ่งน่าสนใจกว่า เพราะแทนที่จะกลับมาเป็นเพียงเฮดจ์ฟันด์ที่กำลังฟื้นตัว Citadel กลับก้าวขึ้นเป็นกองทุนที่สร้างกำไรให้ลูกค้ามากที่สุดในประวัติศาสตร์
หลังใช้เวลากว่า 4 ปีในการพากองทุนกลับสู่ระดับเดิม ในปี 2012 ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็กลับมาอีกครั้ง เม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกเริ่มไหลเข้าสู่ Citadel ไม่ใช่เพราะบริษัทไม่เคยขาดทุน แต่เพราะพิสูจน์แล้วว่า สามารถอยู่รอดจากวิกฤตที่รุนแรงที่สุดได้
ภายในปี 2015 สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 25,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และแตะระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2018 แต่สิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงคือ Ken Griffin กลับเริ่ม “คืนเงิน” ให้ลูกค้า ทั้งที่กองทุนยังสามารถระดมทุนเพิ่มได้อีกมาก
ในโลกการเงินคนส่วนใหญ่มักเชื่อว่า ยิ่งบริหารเงินมาก ยิ่งดี แต่ Ken Griffin คิดต่าง เขาเชื่อว่า “เงินทุนที่มากเกินไป อาจกลายเป็นศัตรูของผลตอบแทน”
เหตุผลคือ กลยุทธ์การลงทุนจำนวนมากมีข้อจำกัดด้านขนาด (Capacity) ยิ่งเงินลงทุนมาก ยิ่งหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงได้ยาก หากกองทุนใหญ่เกินไป การซื้อหรือขายเพียงครั้งเดียวก็อาจส่งผลต่อราคาตลาดเอง และอาจส่งผลให้สุดท้าย Alpha ที่เคยสร้างได้ ก็จะค่อย ๆ หายไป
ดังนั้น แทนที่จะขยาย AUM ไปเรื่อย ๆ Citadel เลือกคืนกำไรส่วนเกินให้ลูกค้า เพื่อรักษาขนาดกองทุนให้อยู่ในระดับที่ยังสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สวนทางกับธุรกิจบริหารสินทรัพย์จำนวนมาก ที่มักเติบโตด้วยการเพิ่มขนาดกองทุน
นับตั้งแต่ปี 2018 ที่ Citadel ได้เริ่มคืนกำไรให้ลูกค้าเป็นประจำ โดยตัวเลขที่เปิดเผยมีทั้ง ปี 2022 คืนเงินประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2023 คืนเงินประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปีต่อ ๆ มา ยังมีการจ่ายคืนกำไรอีกหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมแล้ว Citadel คืนเงินให้นักลงทุนมากกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หากมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางกว่า 35 ปี จะพบว่าความสำเร็จของ Ken Griffin ไม่ได้เกิดจากการทำนายตลาดถูกทุกครั้ง แต่ในความเป็นจริง Citadel เคยขาดทุนหนัก เคยผ่านวิกฤต เคยถูกตั้งคำถาม และเคยเกือบล้มละลาย
แต่ทุกครั้ง บริษัทสามารถกลับมาได้ เพราะ Ken Griffin ไม่ได้สร้างองค์กรที่พึ่งพาอัจฉริยะเพียงคนเดียว เขาสร้าง “ระบบ” ที่ทำให้คนเก่งจำนวนมากทำงานร่วมกันได้
เขาไม่ได้เดิมพันกับหุ้นเพียงตัวเดียว แต่เดิมพันกับโครงสร้างองค์กร เดิมพันกับข้อมูล เดิมพันกับเทคโนโลยี และเดิมพันกับการบริหารความเสี่ยง
ปัจจุบัน Ken Griffin มีความมั่งคั่งกว่า 51,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ Citadel ได้ตำแหน่งเป็นเฮดจ์ฟันด์ที่สร้างผลกำไรสะสมสูงที่สุดในโลก สามารถสร้างกำไรสุทธิสะสมให้กับนักลงทุนได้กว่า 83,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตัวเขาเองยังเป็นนักการกุศลรายใหญ่ โดยบริจาคเงินไปแล้วประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการด้านสาธารณประโยชน์อีกด้วย
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney