กลับไปหน้ารวมบทความ
FINANCE

เปิดมุมมอง “อรกัญญา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ Bank of America ตัวกลางส่งผ่าน “เงินทุน” ปลุกเศรษฐกิจไทย

01 พ.ย. 2569 · 3 min read via THAIRATH Money
เปิดมุมมอง “อรกัญญา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ Bank of America ตัวกลางส่งผ่าน “เงินทุน” ปลุกเศรษฐกิจไทย

Thairath Money สัมภาษณ์พิเศษ "อรกัญญา" กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ ออฟ อเมริกา (ประเทศไทย) ในวันที่ใครๆ พูดว่า "ประเทศไทยอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุน” และภาพนั้นมีรูปธรรมอย่างไร อะไรที่ยังขาดอยู่

Thairath Money สัมภาษณ์พิเศษ "อรกัญญา พิบูลธรรม" กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ ออฟ อเมริกา (สาขาประเทศไทย) ผู้อยู่เบื้องหลังโรดโชว์ทีมไทยแลนด์ภาคเอกชนในคณะนายกรัฐมนตรี "อนุทิน ชาญวีรกูล" พบกับนักลงทุนที่นิวยอร์กไม่ว่าจะเป็น PIMCO, Google , Microsoft เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา 

ต่อเนื่องกับงานการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นงานที่รวมรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นายแบงก์ นักการเงินจากทั่วโลกมาอยู่ในประเทศไทยพร้อมกัน 

"อรกัญญา" เป็นอีกครั้งที่มีบทบาทเจ้าบ้านนำคณะผู้แทนกว่า 100 ชีวิตจากทีมแบงก์ ออฟ อเมริกา มาจัดประชุมคู่ขนาน (Side Event) ที่ประเทศไทยในช่วงการประชุม IMF-WBG Annual Meeting 2026 

อย่างไรก็ตาม เมื่อควันหลงความชื่นมื่นคำชื่นชมเมืองไทยจางไป สิ่งที่ชวนคิดต่อคือ หลังงานนั้น เม็ดเงินลงทุน ความสนใจลงทุนจากต่างชาติจะเข้าไทยมากขึ้น และมากระดับใด เศรษฐกิจไทยภาพรวมจะเป็นอย่างไร การสนทนากับแบงก์เกอร์ผู้คร่ำหวอดในแวดวงธนาคารต่างประเทศในประเทศไทยมาตลอดชีวิต ในห่วงยามของการนับถอยหลังปี 2026 จึงเกิดขึ้น เพื่อรับมือกับอนาคตที่คาดหวัง

อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ ออฟ อเมริกา (สาขาประเทศไทย)
อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ ออฟ อเมริกา (สาขาประเทศไทย)

3 ปีแห่งการเตรียมการให้ "ไทยอยู่ในเรดาร์ชาวโลก"

ความสนใจประเทศไทยหลังการโรดโชว์ของคณะนายกรัฐมนตรีระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่นิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน ต่อเนื่องด้วยประชุม IMF-World Bank Group ที่กรุงเทพฯ กลางเดือนตุลาคม ล้วนเกิดจากการเตรียมการทั้งเร่งด่วนและล่วงหน้าแตกต่างกันไป

อรกัญญาเล่าว่า ตั้งแต่ปี 2566 ทีมอีเวนต์ของแบงก์ ออฟ อเมริกาที่นิวยอร์กส่งอีเมลมาให้เธอจองโรงแรมสำหรับงานหนึ่ง เมื่อถามกลับไปว่างานจัดเมื่อไหร่ คำตอบคือปี 2569 ในตอนนั้นเธอตกใจกับการวางแผนล่วงหน้านาน 3 ปีนั้นมาก 

แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่การประชุมประจำปีของ IMF-World Bank Group มีกำหนดจัดประชุมที่วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกาทุกปี และจัดนอกสหรัฐฯ ทุก 3 ปี ซึ่งจากการประชุมรอบก่อนที่โมร็อกโกจบลง ก็มีการประกาศทันทีว่าจุดหมายถัดไปคือประเทศไทย

และนั้นคือจุดเริ่มต้นของการเตรียมการล่วงหน้า 3 ปี และเมื่อช่วงการประชุม สิ่งที่เธอได้พบกับตัวเองคือ มีคนสนใจประเทศไทยเยอะมาก ซึ่งทราบจากจำนวนคนจากแบงก์ ออฟ อเมริกา ที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยช่วงการประชุม ซึ่งมีมากกว่า 100 คน จากปกติเวลาสำนักงานจัดประชุมจะมีคนมา 50-60 คน แต่รอบนี้มาจำนวนมา และห้องพักก็ไม่พอ ต้องกระจายไปในหลายโรงแรม ส่วนในงานที่แบงก์ ออฟ อเมริกา จัดก็มีการพบปะของคณะผู้แทนนานาชาติกว่า 300 มีตติ้ง มากกว่าครั้งเดิมๆ จนทำให้ต้องเหมาชั้น 8 โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ทั้งชั้นเป็นห้องประชุม

"งานประชุมประจำปี IMF-World Bank เป็นอีเวนต์ใหญ่ของสถาบันการเงิน หลายแบงก์ใหญ่ทั่วโลกก็จะทำเน็ตเวิร์กกิ้งที่งานนี้ เพราะเป็นอีเวนต์ที่รวมคนภาคการเงินทั้งหมดไว้ที่นี่พร้อมกัน แต่ถามว่า เม็ดเงินลงทุนจะมาไทยเลยมั้ย มันก็ไม่ใช่ FDI หรอก แต่อีเวนต์นี้จะเป็นการเปิดประเทศให้ทุกคนเห็นว่า ประเทศไทยพร้อมขนาดไหน ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องฮอสพิทาลิตี้ เรื่องขนส่งสาธารณะ มันคือการแสดงให้โลกรู้ว่า ประเทศไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร และทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประทับใจ" อรกัญญา กล่าว

เงินทุนอเมริกันที่ไม่เคยหายไปไหน แต่สิ่งที่ต้องทำต่อคือ Business Review

ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ ออฟ อเมริกา ในไทย ซึ่งดูแลลูกค้ารายใหญ่และสถาบันการเงิน อรกัญญา เล่าว่า งานของเธอมีสองขา คือลูกค้ากลุ่มธุรกิจไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศ กับลูกค้าธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย 

ก่อนหน้านี้ มีผู้ใหญ่ในรัฐบาลถามเธอว่า นักลงทุนอเมริกาไปไหน เพราะในลิสต์ Top 3 ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีสหรัฐฯ ติดเลย 

คำตอบของอรกัญญา หนักแน่นและชัดเจนว่า นักลงทุนนักธุรกิจอเมริกามาลงทุนประเทศไทยเยอะมาก และมากันเกือบหมดแล้ว และยังไม่ได้ออกไปไหน ส่วนใหญ่ที่เห็นอย่างปีที่ผ่านมา จะอยู่ในธุรกิจ Data Center และ เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะจากสหรัฐอเมริกา แต่รวมถึงยุโรป อินเดีย และไต้หวัน เพราะเห็นศักยภาพของประเทศไทยในอุตสาหกรรมเหล่านี้ รวมถึงการโรดโชว์ที่นิวยอร์กเมื่อเดือนกันยายน เรื่องนโยบายส่งเสริมการลงทุน Data Center เป็นเรื่องที่นักลงทุนสอบถามแสดงความสนใจกันเยอะมาก

แนะต่อยอดสิ่งไทยเก่ง 3-4 อุตสาหกรรม และไม่ต้องทำทุกอย่าง

เมื่อถามว่านอกจาก Data Center แล้ว เม็ดเงินลงทุนในโลกนี้จะไหลไปที่ไหนในอีก 3–5 ปีข้างหน้า อรกัญญาให้ข้อมูลว่า ตอนนี้ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยเดินมาถูกต้องแล้ว เพราะไทยเก่งด้านอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อาหาร และโรงแรมและการบริการ ดังนั้นในมุมมองของเธอจึงสนับสนุนให้รัฐบาลต่อยอดจากสิ่งเหล่านี้ 

เพราะยานยนต์จะต่อยอดไปสู่อีวี อิเล็กทรอนิกส์ต่อยอดไปสู่เซมิคอนดักเตอร์ ส่วนอาหารประเทศไทยคือเดอะ เบสต์และเธอบอกด้วยว่า บริษัทจากสหรัฐฯหลายแห่งบอกว่า ประเทศไทยคือจุดหมายที่ดีที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร

อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้เขาอยู่ในไทยอยู่แล้ว แต่ถ้าเขาต้องการขยาย ก็ต้องยอมรับว่าเขาต้องเปรียบเทียบกับอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งสิ่งที่เธออยากจะแนะนำให้ทำได้ คือ อยากให้ BOI ทำ Business Review กับธุรกิจเหล่านี้เป็นประจำ เหมือนที่แบงก์ก็ต้องทำ เพื่อให้รับข้อมูลที่ทันสถานการณ์ว่า ธุรกิจที่อยู่เขาต้องการอะไรและอะไรจะเป็นจุดตัดสินใจของเขา 

"ประเทศไทยควรจะโฟกัส Advanced Manufacturing Hub และ Regional Service Center Hub แค่นี้พอ โฟกัส 4-5 อุตสาหกรรม ต่อยอดสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว อย่าไปทำอะไรเยอะแยะจนไม่โฟกัส ส่วนเรื่องเม็ดเงินลงทุนมีอยู่แล้วทั่วโลก แต่อยู่ที่ประเทศเราพร้อมเปิดรับเงื่อนไขการลงทุนเหล่านั้นหรือไม่" อรกัญญา สะท้อนมุมมอง

อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ ออฟ อเมริกา (สาขาประเทศไทย)
อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ ออฟ อเมริกา (สาขาประเทศไทย)

พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของไทยมักดึงนักลงทุนรายใหม่ แต่อาจติดตามสถานการณ์ของนักลงทุนรายเดิมยังไม่มากพอ ทั้งที่ลูกค้าเหล่านี้อยู่ในประเทศแล้ว เป็นกลุ่มที่ง่ายที่สุด โดยยกตัวอย่างว่า ธนาคารเองยังมี Business Review ทุกปีเพื่อกลับไปถามลูกค้า 

โดยยกตัวอย่างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมาเลเซียกินส่วนแบ่งตลาดราว 15% และรองรับไม่ไหมแล้ว จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่อยู่ใกล้กันทำระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) รองรับส่วนนี้ เหมือนกับที่ก่อนหน้านี้ไทยจะทำ EEC เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ เป็นต้น 

ส่วน Regional Service Center ก็เป็นอีกส่วนที่ไทยมีศักยภาพจากลักษณะนิสัยของคนไทยที่เป็นจุดเด่น งานภาคบริการ เช่น HR, บัญชี, ไอที หรือ การเงินทั่วไป ควรสร้างงานให้คนไทยได้ โดยยกตัวอย่างว่า เธอส่งพนักงานไป Onboarding ทำด้าน KYC ที่สิงคโปร์ หลายคนบอกว่า อยากกลับไทยเพราะที่สิงคโปร์ค่าครองชีพสูงมากและงานประเภทนี้ทำที่ประเทศไทยก็ได้ เป็นต้น 

หรือกรณีลูกค้าของเธอ ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานระดับโลกแห่งหนึ่งก็ตั้งศูนย์บริการในไทย มีพนักงานราว 3,000–4,000 คน ใช้ภาษาต่างประเทศได้ 12 ภาษา งานเหล่านี้ทำที่ไทยได้ จ้างงานคนไทยได้มาก 

ส่วนอาเซียน เธอสนับสนุนให้ไทยจับมือประเทศในอาเซียน ผลักดันเศรษฐกิจภูมิภาค โดยเฉพาะไทย เวียดนาม มาเลเซียที่สามารถส่งผ่านการทำงานร่วมกันได้ และอยู่ในซัพพลายเชนที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในภูมิภาครองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ แห่งอนาคตร่วมกันได้

สามสิ่งที่นักลงทุนต้องการ "Consistency-Certainty-Efficiency"

ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายเป็นประเด็นที่นักลงทุนมักหยิบมาพูดถึง อรกัญญา ให้มุมมองเรื่องนี้ว่า เมื่อเธอได้พบนักลงทุนจากหน้าที่การเงิน เธอพบว่าสิ่งที่นักลงทุนต้องการมีเพียง 3 เรื่อง คือ Consistency, Certainty และ Efficiency

เรื่องแรก Consistency คือความต่อเนื่องของรัฐบาล ซึ่งเธอมองว่ารัฐบาลปัจจุบันน่าจะมีความต่อเนื่อง เรื่องที่สอง Certainty คือความแน่นอนของสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไทยมีครบ ทั้งด้านกฎหมายและการเงินก็ดีที่สุด และเรื่องที่สาม Efficiency หรือประสิทธิภาพ ก็คือการทำเรื่อง ease of doing business จะทำอย่างไรให้เปิดกิจการในไทยได้สะดวก ไม่วุ่นวาย

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่เธอคิดว่า ประเทศไทยต้องเร่งอุดช่องโหว่ คือการขาดแรงงานทักษะสูง ซึ่งเธอเห็นว่า ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พยายามผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่อยู่ 

พร้อมกับย้ำว่า เรื่องเงินลงทุนในโลกนี้มีจำนวนมาก แต่นักลงทุนทุกคนพร้อมลงทุน เพียงแต่สิ่งที่เรา ซึ่งในที่นี้คือประเทศไทย รัฐบาลไทย คนไทยต้องตอบให้ได้คือ "เราพร้อมรับการลงทุนเหล่านั้นหรือยัง?" อรกัญญา กล่าว

ตลาดหุ้น ทุนต่างชาติ และ IPO ที่ต้อง “ปัง”

เมื่อสอบถามมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย ในฐานะคนที่เห็นเม็ดเงินการลงทุนเคลื่อนย้ายในโลกใบนี้ อรกัญญา คาดว่าช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ประเทศไทยน่าจะได้อานิสงส์จากอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างการทบทวนสถานะในดัชนี MSCI และอาจถูกลดน้ำหนักลง แล้วกองทุนที่ลงทุนตามดัชนี MSCI Asia จะต้องปรับพอร์ต หาที่ลงทุนที่อื่น ซึ่งเธอเรียกว่าเป็น Windfall 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เธออยากเห็น คือ ตลาดทุนไทยยังต้องการ IPO ที่ปังด้วย ยิ่งในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ดังนั้นต้องมี IPO ที่ใหญ่พอที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม ซึ่งเธอแง้มว่าที่แบงก์เธอถืออยู่หลายดีล และมีคนแสดงความสนใจมาเป็นระยะๆ 

พร้อมบอกข้อดีของตลาดหุ้นไทยว่า ตลาดหุ้นไทยมีเสน่ห์ที่ความหลากหลาย ซึ่งต่างจากตลาดหุ้นในต่างประเทศ เพราะตลาดหุ้นไทยมีหุ้นใหญ่และเด่นหลายอุตสาหกรรม ทั้งธนาคาร โรงพยาบาล อุตสาหกรรม ต่างจากไต้หวันและเกาหลีใต้ที่ครึ่งหนึ่งของตลาดคือ TSMC และ Samsung 

ขณะที่ปริมาณซื้อขายของตลาดหุ้นไทยปีนี้ อยู่อันดับ 3 ของเอเชีย ที่สำคัญคือมีนักลงทุนรายย่อยซื้อขายทุกวัน เป็นเหมือนหมอนรองที่ทำให้ทุนต่างชาติสบายใจว่ามีสภาพคล่อง ต่างจากสิงคโปร์ที่มีแต่สถาบันและตลาดไม่โต ดังนั้นเธอจึงสนับสนุนแนวคิด BOI to IPO และการเปิดทางให้บริษัทต่างชาติเข้ามา IPO ในไทย เพราะมีหลายบริษัทเข้าคิว และหากรายหนึ่งสำเร็จ รายอื่นก็จะตามมา 

ในฝั่งธนาคาร เธอมองว่าธนาคารในประเทศไทยในปัจจุบันและธนาคารแห่งประเทศไทยค่อนข้างระมัดระวัง เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำปี 2540 ซึ่งเธอเห็นว่าคงไม่เกิดอีก แต่สิ่งที่ต้องจับตาดูคือการกระจายสินเชื่อไปถึง SMEs และให้ความเห็นว่ามาตรการหลายด้านสำหรับ SMEs ที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน (วิทัย รัตนากร) ทำนั้นมาถูกทาง แต่ย้ำว่าต้องเลือก SME ที่ยังอยู่ได้แล้วทำให้เขาแข็งแรงขึ้น ไม่ใช่ไปก่อหนี้มากขึ้น

แรงงานรุ่นใหม่ สังคมสูงวัย จุดท้าทายเศรษฐกิจไทยยุคปัจจุบันและอนาคต

จากมุมมองคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมธนาคารและได้พบปะกับนักลงทุนจากทั่วโลก อรกัญญา สะท้อนมุมมองสังคมเศรษฐกิจไทยว่า สิ่งที่น่าห่วงคือเรื่อง "ทรัพยากรบุคคล" เพราะในฐานะกรรมการหอการค้าอเมริกาในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) เธอพบว่า หลายอุตสาหกรรมขาดคนโดยเฉพาะคนทำงานสายอาชีพ ซึ่งแอมแชมช่วยด้วยส่วนหนึ่งคือการให้ทุนกับคนที่เรียนสายอาชีวะ หรือการทำงานร่วมกับสถาบันอาชีวศึกษา เพื่อเตรียมแรงงานให้กับภาคธุรกิจ และเธออยากเสนอให้ภาครัฐขยายโมเดลความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมกับภาคการศึกษามากกว่านี้ พร้อมกับยกตัวอย่างบริษัทอย่าง Western Digital และ Seagate ทำหลักสูตรกับสถาบันในนครราชสีมา ให้นักเรียนตั้งแต่ปี 1 ฝึกงานและมีรายได้ระหว่างเรียน แล้วเมื่อจบการศึกษาก็จะเป็นพนักงานของบริษัทได้ เป็นต้น 

อีกเรื่อง คือสังคมสูงวัย และเนื่องจากตอนนี้ราว 20% ของประชากรไทยเข้าสู่วัยสูงอายุแล้ว ซึ่งจะเป็นเรื่องที่หนักหนามากในอนาคต โดยเธอยกตัวอย่างคนจบใหม่ที่แม้จะมีรายได้สูง คือเงินเดือน 100,000 บาท ถ้าต้องส่งพ่อแม่คนละ 20,000 บาท เหลือ 60,000 บาท ต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่ารถ ค่ากิน ยังไม่รวมภาษี เหล่านี้คือต้นทุนที่คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับ และเป็นคำถามให้คนไทยมีลูกน้อยลง และถ้าประชากรแรงงานน้อยลง ผลิตภาพต่อหัวก็ต้องสูงขึ้น และนี่คือสิ่งที่จะท้าทายโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อถามว่ามองเห็นอนาคตที่ไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงในอีก 11 ปีข้างหน้าหรือไม่ เธอตอบว่าต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตและปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง เลือกเพียง 4 เซ็กเตอร์ แล้วทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตขั้นสูงและศูนย์บริการภูมิภาคให้ได้ พร้อมกับบอกว่า “อย่าไปสนใจเรื่อง GDP อย่าไปสนใจเรื่องตัวเลขอะไรพวกนี้ เอาเป็นว่าทุกคนอยู่ดีกินดี ทุกคนมีความสุขพอแล้ว” อรกัญญา กล่าว

แบงก์เกอร์ที่จบวิศวะอุตสาหการ และการทำงานในแบงก์ต่างชาติตลอดชีวิต

ก่อนจบการสนทนา Thairath Money มีโอกาสสอบถามประวัติหญิงเก่งแห่งวงการการเงินระดับนานาชาติอย่างอรกัญญา ซึ่งเธอเล่าว่า เธอจบมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แรกเริ่มเรียนโยธา แต่ต่อมาย้ายไปเรียนวิศวกรรมอุตสาหการ จากนั้นเธอเรียนต่อด้านการเงิน โดยมีเหตุผลคือพอเรียนจบทำงาน เธอเห็นว่างานสายวิศวะ ได้โบนัส 2 เดือน ขณะที่คนจบไฟแนนซ์ได้ถึง 24 เดือน ก็เลยอยากรู้ว่าเขาเรียนอะไรกัน และอยากได้เงินที่เพิ่มขึ้นด้วย 

หลังจากเรียนจบเธอเริ่มงานสายการเงินที่ Standard Chartered ที่ฮ่องกงในฐานะ Management Trainee แล้วย้ายมาประจำไทยในปี 2540 และย้ายอยู่ดอยช์แบงก์ ก่อนมาทำที่แบงก์ ออฟ อเมริกา นานกว่า 14 ปี และอีกไม่นานเมื่อถึงเวลาเกษียณจากงานประจำ เธอมองว่า เธอก็จะไม่หยุดทำงาน ไม่หยุดคิด และเธอมีเป้าหมายช่วยประเทศไทยในฐานะ "ตัวกลาง" ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เพราะนี่คือสิ่งที่เธอถนัด และรู้ว่า การเข้าถึงผู้กำหนดนโยบาย ผู้ตัดสินใจการลงทุนคือความสามารถที่เธอสะสมมาตลอดชีวิตการทำงาน และศาสตร์ของการดึงนักลงทุนคือ จะทำอย่างไรให้เป็นวิน-วินทั้งสองฝ่าย 

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี" ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


เริ่มโปรเจกต์

มีไอเดียซอฟต์แวร์ในใจ? ให้เราช่วยทำให้เกิดขึ้นจริง

นัดคุยฟรี 30 นาที เพื่อประเมิน scope ประเมินราคา และวางแผน timeline ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ