ASPS ชูหุ้นเด่น RATCH-MTC จับตาศาลชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 9 ก.ค.นี้

ASPS แนะกลยุทธ์ลงทุน 2 ขารับกระแสเงินทุนไหลเข้า ชู RATCH-MTC เด่น ชี้ตลาดหุ้นไทยเนื้อหอม ต่างชาติลุยซื้อสุทธิ 2.9 หมื่นล้านบาท สวนทางตลาดภูมิภาคเอเชีย พร้อมจับตาผลการวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า ช่วง 9 วันทำการที่ผ่านมามีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสูงถึง 2.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งประเทศไทยถือเป็นตลาดหุ้นเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ต่างชาติเข้าซื้อ หนุนดัชนีปรับตัวขึ้นมาแล้ว 4.9% จึงแนะนำ “กลยุทธ์การลงทุน 2 ขา” เพื่อรับกระแสเงินทุนไหลเข้า ได้แก่
1.เก็งกำไรหุ้นที่ขึ้นแรงและทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB, บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP, บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP, บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA,
บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM, บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL, บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA
2.สะสมหุ้นที่ต่างชาติทยอยซื้อติดต่อกันเกิน 5 วัน ได้แก่ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, TISCO, TCAP, บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, BA, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR, KTC และ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN
สำหรับปัจจัยในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมิถุนายน 2569 ขยายตัวที่ 2.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันโลกกว่า 20% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทำให้ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับ 1.0% ต่อได้ เพื่อพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมนัดพิจารณาวินิจฉัยร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งหากผ่านการพิจารณา จะเกิดการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และจะถือเป็นปัจจัยบวกครั้งใหญ่ต่อทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป