กลับไปหน้ารวมบทความ
FINANCE

ASEAN Roundup เปิดฉากทัศน์ใหม่เศรษฐกิจอาเซียน เวียดนามจ่อแซงอินโดนีเซียด้าน GDP ต่อหัวปี 2026 การค้าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ - ThaiPublica

01 พ.ย. 2569 · 7 min read via ThaiPublica
ASEAN Roundup เปิดฉากทัศน์ใหม่เศรษฐกิจอาเซียน เวียดนามจ่อแซงอินโดนีเซียด้าน GDP ต่อหัวปี 2026 การค้าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ - ThaiPublica

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 25-31 ตุลาคม 2569 เปิดฉากทัศน์ใหม่เศรษฐกิจอาเซียน เวียดนามจ่อแซงอินโดนีเซียด้าน GDP ต่อหัวปี 2026 การค้าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ -IMF คาดการณ์ GDP ต่อหัวเวียดนามแซงหน้าอินโดนีเซียปีนี้ -การค้าสินค้าของเวียดนามทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ครั้งแรก สร้างสถิติประวัต

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 25-31 ตุลาคม 2569

  • เปิดฉากทัศน์ใหม่เศรษฐกิจอาเซียน เวียดนามจ่อแซงอินโดนีเซียด้าน GDP ต่อหัวปี 2026 การค้าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์
    • IMF คาดการณ์ GDP ต่อหัวเวียดนามแซงหน้าอินโดนีเซียปีนี้
    • การค้าสินค้าของเวียดนามทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ครั้งแรก สร้างสถิติประวัติศาสตร์
    • ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศนครโฮจิมินห์ ประกาศชื่อ 10 สมาชิกแรก
    • รัฐบาลเข้มมาตรการกระตุ้นการเติบโต คุมเงินเฟ้อ
    • รัฐมนตรีคลังให้คำมั่นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน จัดสรรทรัพยากรเพียงพอต่อการเติบโต
  • ซาอุดีอาระเบียจัดเก็บน้ำมันดิบในสิงคโปร์ เสริมความมั่นคงอุปทานในภูมิภาคเอเชีย
  • สิงคโปร์ปรับอายุเกษียณขึ้นเป็น 65 ปี อายุจ้างงานเป็น 70 ปี ในปี 2029
  • สิงคโปร์เปิดมาตรการใหม่ ผลักดันภาคธุรกิจประยุกต์ใช้ AI พัฒนาผลิตภัณฑ์และดำเนินงาน
  • มาเลเซียเปิดตัว 6 ชิปพัฒนาในประเทศขยับจากผู้ผลิตสู่ผู้ออกแบบเซมิคอนดักเตอร์
  • รัฐบาลลาวเตรียมปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำภาคเอกชนเป็น 3.4 ล้านกีบ

เปิดฉากทัศน์ใหม่เศรษฐกิจอาเซียน เวียดนามจ่อแซงอินโดนีเซียด้าน GDP ต่อหัวปี 2026 การค้าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์

AI Generated

IMF คาดการณ์ว่า เวียดนามจะแซงหน้าอินโดนีเซียที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ในแง่รายได้ต่อหัว ซึ่งถือเป็นหมุดหมายทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ สะท้อนถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมไฮเทค ความสามารถในการดึงดูด FDI และเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างอันดับเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ส่งผลกระทบต่อทั้งอาเซียน ที่สำคัญสะท้อนศักยภาพของเวียดนามในการเป็นฐานการผลิตและการค้าหลักของโลกในระดับภูมิภาค

การที่มูลค่าการค้าสินค้าของเวียดนามทะลุ 1 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยโตถึง 27.2% ในฝั่งส่งออก ตอกย้ำว่าโมเดลเศรษฐกิจเน้นการส่งออก (Export-led Growth) และการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมไฮเทค (Semiconductor/Electronics จาก Foxconn และ Samsung) คือเครื่องจักรหลักที่ดันให้ GDP โต 9.95% ในไตรมาส 3 และส่งผลโดยตรงต่อรายได้เฉลี่ยของประชากร

รายงานของรองนายกรัฐมนตรี เหงียน วัน ถัง และรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง โง วัน ถวน ที่สมัชชาแห่งชาติ อธิบายภาพว่ารัฐบาลเวียดนามยอมทุ่มงบโครงสร้างพื้นฐานกว่า 39.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเร่งพัฒนาตลาดหุ้น เพื่อลดการพึ่งพาสินเชื่อธนาคาร เป็นฐานสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เร็วกว่าอินโดนีเซียที่โตเฉลี่ยเพียง 5%

  • IMF คาดการณ์ GDP ต่อหัวเวียดนามแซงหน้าอินโดนีเซียปีนี้

รายได้ต่อหัว (GDP per capita) ของเวียดนามคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 5,259 ดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งจะแซงหน้าอินโดนีเซียประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอยู่ที่ 5,153 ดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ประจำเดือนตุลาคมของ IMF ระบุว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์รวมในประเทศตามราคาตลาดต่อคนของเวียดนามสูงกว่าปีที่แล้ว 8.9% และเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับเมื่อทศวรรษที่แล้ว

ข้อมูลประมาณการของ IMF แสดงให้เห็นว่า เวียดนามเคยตามหลังอินโดนีเซียอยู่ราว 250 ดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว และรายงานแนวโน้มประจำเดือนเมษายนของ IMF ก็ยังคงคาดการณ์ว่าอินโดนีเซียจะยังคงนำหน้าในปี 2026

รายงานคาดการณ์ฉบับใหม่นี้จะทำให้เวียดนามก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 5 ในกลุ่มสมาชิกอาเซียน ต่อจากสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และไทย โดย IMF คาดว่าเวียดนามจะยังคงรักษาการนำอินโดนีเซียต่อไปในปี 2027 ด้วยตัวเลข 5,659 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 5,550 ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ อินโดนีเซียยังคงเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยขนาดที่ต่างกันมาก ด้วยจำนวนประชากรเกือบสามเท่าของเวียดนามที่มีประชากรราว 100 ล้านคนนิดๆ ทำให้ GDP ของอินโดนีเซียถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1.48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ เมื่อเทียบกับเวียดนามที่ 542 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สื่อเวียดนามอ้างอิง Nikkei Asia ที่เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงนี้กับบทบาทที่เติบโตขึ้นของเวียดนามในด้านการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ โดยระบุว่าบริษัท Foxconn ของไต้หวันกำลังขยายการผลิตที่นั่น ขณะที่บริษัท Samsung Electronics ของเกาหลีใต้ก็ผลิตสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เพื่อการส่งออกที่โรงงานทางตอนเหนือของเวียดนาม

เศรษฐกิจของเวียดนามเติบโต 9.95% ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งเป็นการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบสี่ปี

มาอิ ฟูจิตะ (Mai Fujita) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันพัฒนาเศรษฐกิจแห่งญี่ปุ่น (IDE-JETRO) กล่าวกับ Nikkei Asia ว่า การผลักดันการลงทุนภาครัฐของรัฐบาลก็เป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตเช่นกัน

เวียดนามมีแผนที่จะใช้จ่ายงบประมาณ 1,014 ล้านด่อง (3.93 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในการลงทุนภาครัฐปีนี้ โดยมีถนน สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างทั่วประเทศ

ในทางกลับกัน การเติบโตของอินโดนีเซียยังคงทรงตัวอยู่ที่ราวๆ 5% โดย IMF คาดการณ์การเติบโตของอินโดนีเซียไว้ที่ 5.1% ในปีนี้ เทียบกับเวียดนามที่ 8.4%

เวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้อย่างน้อย 10% ในปีนี้ และมีเป้าหมายที่จะยกระดับ GDP ต่อหัวขึ้นเป็นประมาณ 8,500 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับของประเทศไทยในปัจจุบัน

ฟูจิตะกล่าวเสริมว่า นอกจากงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยยกระดับการเติบโตในระยะสั้นแล้ว เวียดนามยังจำเป็นต้องมุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาวด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยีควบคู่กันไปด้วย

  • การค้าสินค้าของเวียดนามทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ครั้งแรก สร้างสถิติประวัติศาสตร์

มูลค่าการค้าสินค้ารวมของเวียดนามแตะระดับสถิติใหม่ที่ 1,001.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนับเป็นหมุดหมายสำคัญประวัติศาสตร์เมื่อประเทศสามารถก้าวข้ามเส้น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้เป็นครั้งแรก ตามข้อมูลล่าสุดจากกรมศุลกากร

ข้อมูลเบื้องต้นจากหน่วยงานศุลกากรระบุว่า ณ วันที่ 29 ตุลาคม2569 มูลค่าการส่งออกรวมอยู่ที่ 493.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่มูลค่าการนำเข้าแตะระดับ 507.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.6%

เวียดนามบันทึกการขาดดุลการค้าประมาณ 14.02 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางการนำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์เครื่องจักรที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อรองรับการผลิตในอนาคต

กรมศุลกากรเวียดนามระบุว่า ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นหลังจากเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่ยอดขายการค้าสินค้ารวมของเวียดนามแตะระดับ 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในปี 2007 ซึ่งเป็นปีที่เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก (WTO)

ในช่วงปี 2016–2025 ปริมาณการค้ารวมของประเทศสูงถึง 6.12 ตริลเลียนดอลลาร์สหรัฐ โดยเติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปี

ในปี 2025 ตัวเลขดังกล่าวแตะระดับ 929.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 2.65 เท่าของระดับในปี 2016

ปัจจุบัน เวียดนามจัดอยู่อันดับที่ 18 ของโลกด้านการส่งออก และอันดับที่ 20 ด้านการนำเข้า สำหรับในภูมิภาคอาเซียน เวียดนามอยู่อันดับที่สองในแง่มูลค่าการค้าสินค้า รองจากสิงคโปร์

จนถึงปัจจุบัน เวียดนามยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับ 237 ประเทศและเขตปกครอง โดยมีตลาดส่งออกระดับพันล้านดอลลาร์ 36 แห่ง และตลาดนำเข้าระดับพันล้านดอลลาร์ 31 แห่ง

ธุรกิจที่ลงทุนโดยต่างชาติ (FDI) ยังคงเป็นผู้มีส่วนร่วมหลัก โดยสร้างมูลค่าการค้ารวมประมาณ 778 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 29 ตุลาคม เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 3 ใน 4 ของยอดรวมทั้งประเทศ

ด้านธุรกิจในประเทศบันทึกมูลค่าได้ประมาณ 223 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16%

การส่งออกไปยังญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้น 18.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่การส่งมอบสินค้าไปยังเกาหลีใต้ แคนาดา และเม็กซิโก เพิ่มขึ้น 19.1%, 14.4% และ 42.5% ตามลำดับ

จีนและสหรัฐอเมริกายังคงเป็นสองพันธมิตรทางการค้าหลักของเวียดนาม

คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน, โทรศัพท์และชิ้นส่วน รวมถึงเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือและอะไหล่ เป็นสินค้า 3 หมวดหมู่ที่มีมูลค่าการค้าสูงสุด

เมื่อรวมกัน หมวดหมู่เหล่านี้สร้างมูลค่าประมาณ 532 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการค้ารวมทั้งประเทศ

กรมศุลกากรเวียดนามคาดการณ์ว่า ด้วยแรงส่งการเติบโตในปัจจุบัน มูลค่าการส่งออกตลอดทั้งปี 2026 ของเวียดนามจะปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 25% ซึ่งทะลุเป้าหมายของรัฐบาลที่วางไว้ที่ 15-16%

  • ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศนครโฮจิมินห์ ประกาศชื่อ 10 สมาชิกแรก

ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศเวียดนาม ในนครโฮจิมินห์ (Viet Nam International Financial Center in Ho Chi Minh City:VIFC-HCMC) ได้ประกาศรายชื่อบริษัทสมาชิกอย่างเป็นทางการ 10 แห่งแรก ในงานประชุมเศรษฐกิจฤดูใบไม้ร่วง (Autumn Economic Forum) ปี 2026 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

รายชื่อ 10 บริษัทสมาชิก ประกอบด้วย:

  • EQuest Capital
  • Son Kim Capital IFC
  • VinaCapital International Partners
  • Sai Gon Marina IFC Co., Ltd
  • Gemadept Holdings
  • Rovela Pay
  • REE Energy Finance
  • Mercantile Exchange of Viet Nam Corporation
  • AG&P Holding Viet Nam
  • Keppel Viet Nam

บริษัทเหล่านี้มีแผนที่จะดำเนินโครงการลงทุนในหลากหลายสาขา เช่น การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งทางทะเล ลอจิสติกส์ พลังงาน เทคโนโลยีการเงิน (FinTech) ระบบการชำระเงิน และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับธุรกรรมการค้าสินค้า

นอกจากนี้ สมาชิกทั้งหมดจะเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแนวทางโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงสายธารเงินทุน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับระบบนิเวศของ VIFC-HCMC

กลุ่มบริษัทนี้ได้ให้คำมั่นที่จะระดมและลงทุนเงินทุนรวมประมาณ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2027 โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ:

  • Sai Gon Marina IFC Co., Ltd: มุ่งระดมทุน 816 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพสำหรับระบบนิเวศ VIFC-HCMC
  • AG&P Holding Viet Nam: ให้คำมั่นระดมทุนราว 425 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในห่วงโซ่คุณค่าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และศูนย์ข้อมูล (Data Center)
  • EQuest Capital Co., Ltd: มุ่งระดมทุนประมาณ 325 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านข้อตกลงความร่วมมือกับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขานิวยอร์ก เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาในเวียดนาม

ขณะเดียวกัน Keppel กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งแพลตฟอร์มการลงทุนร่วม (Co-investment platforms) ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก โดยตั้งเป้าระดมทุนสูงสุด 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเงินทุนของบุคคลที่สาม เพื่อนำไปลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ การค้า และการบริการภายในพื้นที่ VIFC-HCMC

  • รัฐบาลเข้มมาตรการกระตุ้นการเติบโต คุมเงินเฟ้อ

รองนายกรัฐมนตรี นายเหงียน วัน ถัง (Nguyen Van Thang) ชี้แจงต่อที่ประชุมสมัยที่ 2 ของสภาแห่งชาติชุดที่ 16 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า รัฐบาลเวียดนามเดินหน้ายกระดับมาตรการรอบด้านเพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตความขัดแย้งและภาวะผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ การจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ตลอดทั้งปี 2026 ที่ระดับ 10% เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ต้องขยายตัวให้ได้ถึง 12.5% ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีเวียดนามยอมรับว่า แม้จะเป็น “ความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้” เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจยังคงมีแรงส่งและมีช่องว่างให้ขยายตัวได้อีกมาก

นายเหงียน วัน ถังกล่าวว่า ปี 2026 เต็มไปด้วยความยากลำบากและความท้าทายสำหรับทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจเวียดนาม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการทหารทั่วโลกได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาดพลังงาน ดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่สอง ซึ่งได้ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ 3 สหรัฐฯ ได้กำหนดภาษีศุลกากรเพิ่มเติมอีก 12.5% สำหรับสินค้าส่งออกของเวียดนามที่ส่งไปยังสหรัฐฯ ส่งผลให้สินค้าส่งออกจากเวียดนามไปยังสหรัฐฯ ราว 70% ต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น สร้างความยากลำบากให้กับภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังคงเติบโตโดดเด่นในไตรมาสที่ 3 และช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 โดย GDP เติบโตถึงประมาณ 9.01% ในช่วง 9 เดือน ทำให้เวียดนามติดกลุ่มหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเติบโตไม่ควรวัดจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากประสิทธิภาพในการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงการดำเนินนโยบายสวัสดิการสังคมและมาตรการบรรเทาความยากลำบากของภาคธุรกิจและประชาชนไปพร้อมๆ กันด้วย

ภาครัฐได้ให้การสนับสนุนด้านภาษีและค่าธรรมเนียมแก่ประชาชนและภาคธุรกิจผ่านนโยบายทางการคลัง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 360 ล้านล้านด่อง (13.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และในช่วง 9 เดือนแรก งบประมาณอีกกว่า 200 ล้านล้านด่องจัดสรรให้กับโครงการสวัสดิการสังคมด้านสาธารณสุขและศึกษาธิการ

การที่บรรลุเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปีที่ 10% นั้น GDP ต้องขยายตัวให้ได้ 12.5% ในไตรมาสที่ 4 นายเหงียน วัน ถังอธิบายว่าเป็น “ความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ไม่ใช่งานที่เป็นไปไม่ได้” โดยระบุว่าเศรษฐกิจยังมีแรงส่งและพื้นที่สำหรับการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการสนับสนุนจากความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของรัฐบาล กระทรวง ภาคส่วนต่างๆ และท้องถิ่น

นายเหงียน วัน ถังกล่าวว่า รัฐบาลจะดำเนินแนวทางด้วยความมุ่งมั่นอย่างสูงในไตรมาสที่ 4 เดินหน้าตามสถานการณ์การบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด และเร่งแก้ไขคอขวดในเชิงสถาบัน ที่ดิน ขั้นตอนทางกฎหมาย วัสดุก่อสร้าง และโดยเฉพาะเรื่องทุนและการเข้าถึงตลาดสำหรับภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งรัดโครงการที่มีความพร้อมให้เริ่มเปิดดำเนินการโดยเร็ว

รัฐบาลจะดึงศักยภาพของปัจจัยขับเคลื่อนด้านการลงทุน การบริโภค และการส่งออกออกมาให้ได้มากที่สุด ช่วยเหลือภาคธุรกิจในการรักษาและกระจายตลาด หาคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น เพิ่มมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนสนับสนุนท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตให้บรรลุเป้าหมาย รองนายกรัฐมนตรีกล่าวเสริม

ด้านการจัดสรรและการเบิกจ่ายงบประมาณการลงทุนภาครัฐ นายเหงียน วัน ถังกล่าวว่า ภายใต้ความเห็นชอบมติที่ 27/2026/QH16 ว่าด้วยแผนการลงทุนภาครัฐระยะกลางปี 2026–2030 สมัชชาแห่งชาติได้อนุมัติงบประมาณการลงทุนภาครัฐระยะกลางไว้ราว 3.42 พันล้านล้านด่อง

จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลได้อนุมัติแผนการจัดสรรงบประมาณไปแล้ว 3.15 พันล้านล้านด่อง เทียบเท่ากับ 92% ของยอดรวมทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติ โดยนายกรัฐมนตรีได้จัดสรรและมอบหมายงบประมาณโดยละเอียดแล้ว 1.98 พันล้านล้านด่อง ซึ่งสูงเป็น 1.5 เท่าของยอดที่จัดสรรในช่วงวาระก่อนหน้า

สำหรับงบส่วนที่เหลืออีกกว่า 1 พันล้านล้านด่อง รัฐบาลได้ระบุโครงการและแผนงานเฉพาะเจาะจงสำหรับการจัดสรรไว้เรียบร้อยแล้ว

ในส่วนของการเบิกจ่าย รายงานของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2026 ประเทศได้เบิกจ่ายไปแล้ว 63% ของแผนงานประจำปี คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 203 ล้านล้านด่องในเชิงมูลค่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ข้อมูลล่าสุดณ วันที่ 29 ตุลาคม แสดงให้เห็นว่าการเบิกจ่ายการลงทุนภาครัฐทะลุ 720 ล้านล้านด่องไปแล้ว หรือคิดเป็นมากกว่า 75% ของแผนงาน

สิ่งนี้สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาล กระทรวง ภาคส่วนต่างๆ และท้องถิ่น รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

อย่างไรก็ตาม มีหลายกระทรวง หน่วยงานส่วนกลาง และท้องถิ่นที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายการเบิกจ่าย ขณะที่อีก 8 ท้องถิ่น มียอดค้างชำระเงินล่วงหน้าในระดับที่ค่อนข้างสูง

รองนายกรัฐมนตรีอธิบายว่าปี 2026 เป็นปีแรกของการดำเนินแผนการลงทุนภาครัฐระยะกลาง ซึ่งหมายความว่าโครงการที่เริ่มใหม่หลายโครงการจำเป็นต้องใช้เงินทุนล่วงหน้า รัฐบาลคาดว่าสัดส่วนของเงินจ่ายล่วงหน้าจะลดลงในระยะถัดไปภายใต้การกำกับดูแลและตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น

ปัจจุบัน รัฐบาลกำลังมุ่งเน้นไปที่มาตรการเพื่อให้บรรลุการเบิกจ่าย 100% ภายใต้แผนการลงทุนภาครัฐระยะกลาง การบรรลุเป้าหมายนี้อาจช่วยเพิ่มการเติบโตในไตรมาสที่สี่ได้ประมาณ 2.5 จุด และส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี 2026 ประมาณ 1.7 จุด

ในเรื่องการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมายที่ 4.5% รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้ใช้มาตรการต่างๆ เพื่อรักษาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหลายประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้สั่งการให้ การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) เร่งทบทวนและลดค่าใช้จ่ายลงให้มากที่สุด เพื่อปรับลดราคาขายปลีกไฟฟ้าลงประมาณ 2% ตั้งแต่ตอนนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2027 เมื่อบวกกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเหลือศูนย์ มาตรการเหล่านี้คาดว่าจะช่วยสร้างช่องว่างเพิ่มเติมราว 0.07 จุด ในการรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่สภาแห่งชาติกำหนดไว้

รองนายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลจะผลักดันมาตรการที่สอดประสานกัน ทั้งนโยบายทางการคลัง นโยบายการเงิน และการบริหารจัดการราคา พร้อมทั้งคงนโยบายข้อยกเว้นด้านภาษีและค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • รัฐมนตรีคลังให้คำมั่นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน จัดสรรทรัพยากรเพียงพอต่อการเติบโต

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนาย โง วัน ถวน(Ngo Van Tuan) ชี้แจงถึงมาตรการยกระดับประสิทธิภาพการใช้เงินทุนและจัดสรรทรัพยากรเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตระดับสองหลักสำหรับปี 2026 ระหว่างการกล่าวต่อที่ประชุมสมัยที่สอง สภาแห่งชาติชุดที่ 16 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตอบข้อซักถามของสมาชิกรัฐสภาเกี่ยวกับแนวทางการบรรลุการเติบโตประจำปีที่มากกว่า 10% ในช่วงปี 2026–2030 โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากการที่เศรษฐกิจยังคงพึ่งพาเงินสินเชื่ออย่างหนักว่า จะต้องใช้เงินลงทุนรวมทั่วทั้งสังคมต้องสูงถึงประมาณ 40% ของ GDP ขณะที่อัตราส่วนเงินลงทุนต่อผลผลิตส่วนเพิ่ม (Incremental Capital-Output Ratio:ICOR) จะต้องถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.5–4.8

ความต้องการในการระดมเงินทุนในช่วงปี 2026–2030 คาดว่าจะสูงเป็น 2.21 เท่าของช่วงปี 2021–2025

สำหรับประเด็นการพึ่งพาตลาดสินเชื่อมากเกินไป นายโง วัน ถวนกล่าวว่ารัฐบาลได้ทยอยนำมาตรการต่างๆ มาใช้เพื่อขยายช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดหุ้น ซึ่งเริ่มเห็นผลลัพธ์ในเบื้องต้นแล้ว

โดยอ้างอิงข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า เงินทุนที่ระดมได้ในตลาดช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (Public offering) เพิ่มขึ้น 60% ขณะที่การเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (Private placement) เติบโตขึ้น 80% และตั้งแต่ปลายปี 2025 มีบริษัท 10 แห่งได้ทำการเสนอขายหุ้น IPO โดยระดมทุนได้มากกว่า 60 ล้านล้านด่อง (2.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งสูงเป็น 9 เท่าของยอดรวมที่ระดมได้ตลอดช่วงปี 2021–2025

ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดหุ้นได้ตั้งเป้าหมายที่จะดันมูลค่าราคาตลาด (Market Capitalization) ของตลาดหุ้นให้สูงถึง 120% ของ GDP ภายในปี 2030 ปัจจุบัน มูลค่าราคาตลาดของหุ้นจดทะเบียนคิดเป็นประมาณ 90% ของ GDP ขณะที่ตลาดตราสารหนี้คิดเป็นประมาณ 50% และตลาดอนุพันธ์คิดเป็นราว 20–30%

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ นายโง วัน ถังกล่าวว่า จะต้องเสริมสร้างกรอบกฎหมายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และสร้างความโปร่งใสเพื่อให้ตลาดมีความน่าสนใจต่อนักลงทุนมากยิ่งขึ้น ส่วนลำดับความสำคัญอื่นๆ ได้แก่ การเร่งแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การป้องกันการกระจุกตัวของทุนที่มากเกินไป การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มากขึ้น และการพัฒนาสถาบันการลงทุนมืออาชีพ

เกี่ยวกับการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังกล่าวว่า การควบคุมอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ 4.52% ในช่วง 9 เดือนแรกถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องและแรงกดดันด้านราคาและอุปทานที่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นและระมัดระวังเพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยแล้ว มาตรการทางการคลังขนาดใหญ่ยังได้ถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนประชาชนและภาคธุรกิจ

ในส่วนของการบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายประจำปี สมาชิกรัฐสภาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของการประมาณการงบประมาณ การยกยอดเงินงบประมาณ และการจ่ายเงินล่วงหน้า นายโง ววัน ถวนยอมรับว่าการประมาณการไม่ได้สะท้อนถึงการปฏิบัติจริงได้อย่างแม่นยำเสมอไป พร้อมเสริมว่ากระทรวงการคลังกำลังดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องนี้

ในปี 2025 รายรับจริงของงบประมาณแผ่นดินสูงกว่าที่ประมาณการไว้ 36% และสูงกว่าตัวเลขปี 2024 อยู่ 34% ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากขีดความสามารถที่จำกัดในการวิเคราะห์และคาดการณ์ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้มากขึ้นเพื่อปรับปรุงการคาดการณ์และทำให้มั่นใจว่าการประมาณการงบประมาณจะสะท้อนถึงสภาวะที่แท้จริงได้แม่นยำยิ่งขึ้น

พร้อมเน้นย้ำว่าการปรับปรุงการเตรียมโครงการและการดำเนินงานถือเป็นสิ่งสำคัญในการเร่งความก้าวหน้า และลดปริมาณเงินงบประมาณยกยอดและเงินจ่ายล่วงพื้นที่คงค้าง

นอกจากนี้ ในวันที่ 31 ตุลาคม ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเวียดนาม (SBV) นายฟ่าม ดึ๊ก อาน (Pham Duc An) ได้ชี้แจงหลายประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาตั้งข้อสังเกตไว้

โดยตัวชี้วัดทางการเงินหลายตัว รวมถึงอัตราส่วนสินเชื่อต่อ GDP โครงสร้างเงินฝากระยะสั้นและเงินให้กู้ยืมระยะกลางและระยะยาว ตลอดจนสภาพคล่อง ได้ถูกยกขึ้นมาหารือโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและตัวแทนจากธนาคารโลก (WB) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในระหว่างการประชุมร่วมกับ SBV

นายฟ่าม ดึ๊ก อานย้ำว่าธนาคารกลางยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระดับมหภาค ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อมีส่วนช่วยในการเติบโตทางเศรษฐกิจ การรักษาสมดุลของเป้าหมายเหล่านี้จำเป็นต้องใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นและทำได้จริง มากกว่าการใช้สูตรสำเร็จที่ตายตัว

ส่วนการปล่อยสินเชื่อและอัตราเติบโตของสินเชื่อ ผู้ว่าการกล่าวว่า SBV จะยังคงบริหารจัดการการเติบโตของสินเชื่อ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 12.27% โดยจะบริหารจัดการอัตราดอกเบี้ยในลักษณะที่ควบคุมต้นทุนทุนและสนับสนุนกิจกรรมการผลิตและการดำเนินธุรกิจ

โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับตัวสูงขึ้น 1.42% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับตัวสูงขึ้นเพียง 0.99% แสดงให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างสองอัตราที่แคบลง สำหรับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ธนาคารกลางยังคงเข้มงวดในการควบคุม โดยปัจจุบันมีการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 9.84% ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อโดยรวมของระบบเศรษฐกิจ

ในประเด็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นายฟ่าม ดึ๊ก อานกล่าวว่า SBV ได้ทำงานร่วมกับสมาคม SMEs แห่งเวียดนาม เพื่อแสวงหาแนวทางในการลดอัตราดอกเบี้ยและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยมุ่งเน้นไปที่การปล่อยสินเชื่อตามกระแสเงินสด

นอกจากกนี้ยืนยันว่า SBV จะยังคงสนับสนุนให้สถาบันสินเชื่อขยายการให้สินเชื่อแก่ SMEs ต่อไป พร้อมทั้งปรับปรุงกรอบกฎหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ให้กู้ในการปล่อยสินเชื่อมากยิ่งขึ้น

ซาอุดีอาระเบียจัดเก็บน้ำมันดิบในสิงคโปร์ เสริมความมั่นคงอุปทานในภูมิภาคเอเชีย

ที่มาภาพ: https://english.aawsat.com/business/5334504-saudi-oil-storage-singapore-boost-resilience-against-disruptions

ซาอุดีอาระเบียมีแผนที่จะเก็บสำรองน้ำมันดิบไว้ที่ถ้ำหินจูร่ง (Jurong Rock Caverns) ของประเทศสิงคโปร์ ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2027 เป็นต้นไป เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอุปทานพลังงานในภูมิภาค ตามการเปิดเผยของรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของทั้งสองประเทศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการขนส่งพลังงานมายังเอเชียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศต้องดึงน้ำมันออกจากคลังสำรองมาใช้ และก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับระดับน้ำมันสำรองทั่วโลก โดยก่อนเกิดสงคราม เอเชียได้นำเข้าน้ำมันดิบถึง 2 ใน 3 จากภูมิภาคตะวันออกกลาง

“ซาอุดีอาระเบียและสิงคโปร์ขอประกาศเจตจำนงร่วมกันในการจัดทำข้อตกลงนำน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียมาจัดเก็บไว้ที่ถ้ำหินจูร่ง ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2027” นายตัน ซี เล้ง (Tan See Leng) รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน การค้า และอุตสาหกรรมสิงคโปร์ กล่าวในงานประชุมสัปดาห์พลังงานนานาชาติสิงคโปร์ (Singapore International Energy Week)

“ข้อตกลงนี้จะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันดิบซาอุดีอาระเบียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและความพร้อมรับมือของสิงคโปร์ในกรณีที่เกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงาน”

นายตันกล่าวเสริมว่า บริษัท ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) จะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับสำนักงานตลาดพลังงาน (Energy Market Authority) และ JTC Corp โดยตั้งเป้าที่จะสรุปการเจรจาให้เสร็จสิ้นภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

“การขยับอุปทานเข้ามาใกล้กับตลาดหลักในเอเชีย จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเครือข่ายอุปทานของเรา และสนับสนุนความมั่นคงตลอดจนความพร้อมด้านอุปทานของสิงคโปร์” เจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน อัลซาอูด (Abdulaziz bin ‌Salman ⁠Al-Saud ) รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบีย กล่าวผ่านวิดีโอในงานประชุม

คลังเก็บน้ำมันถ้ำหินจูร่ง ตั้งอยู่ใต้ดินลึก 150 เมตร (492 ฟุต) บริเวณเกาะจูร่ง (Jurong Island) มีความจุในการจัดเก็บไฮโดรคาร์บอนเหลว เช่น น้ำมันดิบและคอนเดนเสท ได้สูงสุดถึง 1.47 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 9 ล้านบาร์เรล

ปัจจุบัน ซาอุดี อารัมโก ได้มีการจัดเก็บน้ำมันดิบสำรองไว้ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยรัฐบาลท้องถิ่นของทั้งสองประเทศได้รับสิทธิในการซื้อน้ำมันดิบจากคลังสำรองดังกล่าวในกรณีที่เกิดภาวะขาดแคลนกะทันหัน

สำหรับความจุคลังเก็บน้ำมันดิบในจังหวัดโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ได้ขยายเป็น 8.2 ล้านบาร์เรลเมื่อเดือนกันยายน 2017 ภายใต้ข้อตกลงกับองค์การร่วมค้าปิโตรเลียม ก๊าซ และแร่ธาตุแห่งชาติญี่ปุ่น (Japan Oil, Gas and Metals National ​Corp :JOGMEC) ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ Aramco Japan

ขณะที่ในปี 2023 อารัมโกได้ลงนามข้อตกลงกับบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเกาหลี (Korea National Oil Corp) เพื่อจัดเก็บน้ำมันดิบจำนวน 5.3 ล้านบาร์เรลในคลังสำรองของเกาหลีใต้ ณ ท่าเรืออุลซาน เป็นระยะเวลา 5 ปี

สิงคโปร์ปรับอายุเกษียณขึ้นเป็น 65 ปี อายุจ้างงานเป็น 70 ปี ในปี 2029

ที่มาภาพ: https://mustsharenews.com/retirement-age-64/

สิงคโปร์เตรียมปรับขึ้นอายุเกษียณตามกฎหมายเป็น 65 ปี และปรับขึ้นอายุการจ้างงานต่อ (Re-employment age) เป็น 70 ปี โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2029 ซึ่งเป็นการดำเนินการเร็วกว่าเป้าหมายเดิมถึง 1 ปี เพื่อมุ่งสร้างตำแหน่งงานและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อผู้สูงอายุ

คณะทำงานไตรภาคีด้านการจ้างงานผู้สูงอายุ (Tripartite Workgroup on Senior Employment) เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมว่า การปรับขึ้นอายุเกษียณมุ่งสร้างความมั่นใจให้แก่แรงงานสูงวัยว่าสามารถทำงานต่อได้หากต้องการ หลังจากที่เพิ่งมีการปรับขึ้นอายุเกษียณเป็น 64 ปี และอายุการจ้างงานต่อเป็น 69 ปี ไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

คณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงแรงงาน (MOM), สภาสหภาพแรงงานแห่งชาติ (NTUC) และสหพันธ์นายจ้างแห่งชาติสิงคโปร์ (SNEF) ได้เสนอข้อเสนอแนะ 6 ประการ ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติรับรองทั้งหมดแล้ว เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระบบการจ้างงาน ช่วยผู้ที่ต้องการทำงานต่อหลังพ้นวัยเกษียณ และให้การดูแลเฉพาะเจาะจงแก่ผู้สูงอายุกลุ่มรายได้น้อย

รายงานระบุว่า แม้รูปแบบการทำงานยืดหยุ่นด้านสถานที่ (Flexi-place) และเวลา (Flexi-time) จะเป็นที่แพร่หลายแล้ว แต่ยังคงมีช่องว่างอย่างมากในเรื่องการยืดหยุ่นด้านภาระงาน (Flexi-load) ซึ่งเปิดโอกาสให้แรงงานสูงอายุสามารถปรับลดปริมาณงานลงควบคู่กับการปรับสัดส่วนค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม

เพื่อส่งเสริมรูปแบบนี้ รัฐบาลเตรียมจัดตั้งโปรแกรม Flexi-load ใหม่พร้อมสำนักงานเฉพาะทาง เพื่อทดแทนทุนอุดหนุนการจ้างงานต่อแบบพาร์ตไทม์ (Part-Time Re-employment Grant) โดยได้ศึกษาแบบอย่างมาจากเครือข่ายศูนย์จัดหางาน Hello Work ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีเคาน์เตอร์บริการช่วยเหลือผู้สูงอายุในการหางานและการทำงานแบบ Flexi-load

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมแนวคิดการแบ่งย่อยบทบาทหน้าที่ในตำแหน่งงาน (Job fractionalisation) เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานสูงวัย เช่น องค์กรสวัสดิการสังคม Kampong Kapor Community Services ได้ร่วมมือกับบริษัท HR ในการจัดรูปแบบงานตามจำนวนเคสหรือตามรอบเวลา เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีประสบการณ์ไว้

มาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับแรงงานสูงวัย

นอกจากการปรับโครงสร้างการทำงานแล้ว คณะทำงานยังเสนอมาตรการสนับสนุนทางการเงินและสวัสดิการหลายประการ ได้แก่:

  • การบรรเทาภาระภาษี: เสนอเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีเงินได้จากการทำงาน (Earned income relief) สำหรับผู้สูงอายุที่ทำงานเกินอายุเกษียณตามกฎหมาย เพื่อเพิ่มรายได้สุทธิและสร้างแรงจูงใจในการทำงานต่อ
  • ปรับปรุงค่าช่วยเหลือการจ้างงาน (EAP): ปรับเพิ่มเงินชดเชยขั้นต่ำและขั้นสูงกรณีที่นายจ้างไม่สามารถหาตำแหน่งงานจ้างต่อที่เหมาะสมให้แก่แรงงานสูงวัยได้ เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของค่าจ้างในปัจจุบัน
  • จัดตั้ง Re-Employment Credit: นำมาใช้ตั้งแต่ปี 2028 เพื่อทดแทนโครงการ Senior Employment Credit (SEC) ที่จะหมดอายุสิ้นปี 2027 ในการสนับสนุนเงินอุดหนุนค่าจ้างแก่นายจ้างที่จ้างงานผู้สูงอายุ
  • ยกระดับสวัสดิการแรงงานสูงวัยรายได้น้อย: ปรับปรุงโครงการ Workfare Income Supplement และ Progressive Wage Credit Scheme เพื่อเพิ่มรายได้และความพร้อมด้านเงินออมหลังเกษียณให้แก่แรงงานกลุ่มนี้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานและหลักเกณฑ์ของทุนอุดหนุนต่างๆ จะมีการชี้แจงอย่างเป็นทางการในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 ในระหว่างการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงแรงงาน

สิงคโปร์เปิดตัวมาตรการใหม่ ผลักดันภาคธุรกิจประยุกต์ใช้ AI พัฒนาผลิตภัณฑ์และดำเนินงาน

ที่มาภาพ: https://www.businesstimes.com.sg/singapore/singapore-invests-s150-million-ai-driven-materials-discovery-launches-business-ai-adoption-support

สิงคโปร์เปิดตัว 4 ข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนองค์กรธุรกิจทุกขนาดในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการประยุกต์ใช้และขยายผลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับและปฏิรูปธุรกิจ โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงการตระหนักรู้ของสิงคโปร์ว่า AI กำลังกลายเป็นพลังขับเคลื่อนหลักของนวัตกรรมยุคใหม่ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีกระบวนการคิดค้น พัฒนา และทำการค้าสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ

รองนายกรัฐมนตรี นายกัน กิม หย่ง (Gan Kim Yong) ประกาศเปิดตัวข้อริเริ่มดังกล่าวในงานสัปดาห์นวัตกรรมและเทคโนโลยีสิงคโปร์ (Singapore Week of Innovation and Technology) ประจำปี 2026 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม โดยเน้นย้ำว่าสิงคโปร์จะมุ่งเน้นทำให้ AI ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับภาคอุตสาหกรรมและแรงงาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่พัฒนานวัตกรรม มีความสามารถในการแข่งขัน และครอบคลุมทุกภาคส่วน

มาตรการทั้ง 4 ข้อริเริ่มนี้ ต่อยอดมาจากภารกิจ AI แห่งชาติ 4 ด้าน (การผลิตขั้นสูง, การเงิน, การสาธารณสุข และการเชื่อมโยงเครือข่าย) ที่นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) ได้เคยประกาศไว้ในงบประมาณประจำปี 2026 โดยมีรายละเอียดของแต่ละข้อริเริ่ม ดังนี้:

1. โครงการ Champions of AI (โครงการธงนำแห่งชาติ) นำโดย Enterprise Singapore (EnterpriseSG) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสนับสนุนบริษัทในสิงคโปร์ที่มีความมุ่งมั่นในการใช้ AI เป็นแกนหลักของการเติบโต โดยเริ่มจากกลุ่มบุกเบิก 24 บริษัทชั้นนำ เช่น DBS, OCBC, UOB, ST Engineering, Seatrium, PSA International, Singapore Airlines, Singtel Singapore, Keppel และ Sembcorp

  • แนวทาง: จัดทำโรดแมปการปฏิรูปด้วย AI ในระยะยาวแบบเฉพาะตัว มอบการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญและผู้ให้บริการโซลูชัน ดูแลการปรับใช้นวัตกรรมทั่วทั้งองค์กร การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง การออกแบบโครงสร้างแรงงานใหม่ และการยกระดับทักษะพนักงาน (Upskilling)

2. การจัดเวิร์กช็อป Agentic AI สำหรับ SMEs เน้นให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการนำ Agentic AI (ระบบ AI ที่สามารถบรรลุเป้าหมายเฉพาะได้โดยใช้การกำกับดูแลจากมนุษย์เพียงเล็กน้อย) มาใช้และขยายผล

  • แนวทาง: ช่วยให้ผู้ประกอบการระบุกรณีการใช้งานจริงและสร้างแบบจำลองทดลอง (Prototypes) ที่เหมาะกับธุรกิจของตน เช่น ในด้านการตลาด การขาย และการบริการลูกค้า โดยในการดำเนินโครงการนำร่องได้ช่วยเหลือนักธุรกิจรายย่อยไปแล้วกว่า 280 ราย และมีแผนจะขยายผลเพิ่มเติมในเดือนพฤศจิกายน และจัดใหญ่ขึ้นในปี 2027

3. โครงการ Catalytic AI Solutions มุ่งเร่งรัดการประยุกต์ใช้ AI ในระดับกลุ่มอุตสาหกรรม เริ่มต้นจากภาคการผลิตขั้นสูง การค้า และลอจิสติกส์

  • แนวทาง: ช่วยผู้ผลิตขั้นสูงแก้ปัญหาความท้าทายในกระบวนการทำงาน, ช่วยผู้นำเข้าข้าวตัดสินใจจัดซื้อและบริหารสต็อกอย่างชาญฉลาดขึ้น และช่วยบริษัทลอจิสติกส์คำนวณเส้นทางและจัดสรรงานในฝูงรถขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

4. โครงการ MARVEL-AI (Materials Accelerator for Research, Venture and Enterprise Launchpad) นับเป็นข้อริเริ่มที่ทะเยอทะยานที่สุด มุ่งยกระดับความเร็วและขนาดของการพัฒนานวัตกรรม “วัสดุขั้นสูง” (Advanced materials) เช่น โลหะผสม โพลิเมอร์และสารอินทรีย์ เซรามิก และวัสดุคอมโพสิต ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน เคมี และการผลิตขั้นสูง

  • แนวทาง: นำโดย A*STAR ร่วมกับกระทรวงพลังงาน การค้า และอุตสาหกรรม, EnterpriseSG, EDB และ NRF โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนเริ่มต้น 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ จากแผนแม่บทวิจัยและนวัตกรรม RIE2030

โดยนำแบบจำลอง AI (เช่น Project GNoME ของ Google และ MatterGen ของ Microsoft) มาช่วยค้นหาและออกแบบการทดลองวัสดุใหม่ ร่วมกับห้องปฏิบัติการอัตโนมัติของ A*STAR ที่จะสังเคราะห์และทดสอบวัสดุอย่างรวดเร็ว เพื่อลดระยะเวลา R&D ที่ซับซ้อน สร้างสตาร์ตอัปมูลค่าสูง ดึงดูดบริษัทข้ามชาติ และผลักดันให้สิงคโปร์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมวัสดุขั้นสูง

มาเลเซียเปิดตัว 6 ชิปพัฒนาในประเทศขยับจากผู้ผลิตสู่ผู้ออกแบบเซมิคอนดักเตอร์

นายอัคมาล นัสรุลเลาะห์ นาซีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ มาเลเซีย ที่มาภาพ:https://www.malaymail.com/news/malaysia/2026/10/16/malaysia-unveils-six-homegrown-chips-worth-rm300m-as-it-shifts-from-making-to-designing-semiconductors/239357#goog_rewarded

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ประเทศมาเลเซียเปิดตัวนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศจำนวน 6 รายการ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสร้างยอดขายรวมได้ถึง 300 ล้านริงกิต ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับประเทศจากการเป็นเพียงฐานการผลิตชิป ไปสู่การออกแบบและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้วยตนเอง

นายอัคมาล นัสรุลเลาะห์ นาซีร์ ( Akmal Nasrullah Nasir ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ กล่าวว่า นวัตกรรมทั้ง 6 รายการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เติบโตขึ้นของบริษัทมาเลเซีย แม้ว่าจะยังต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมในการหาลูกค้า การผ่านการรับรองตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และการผลักดันงานออกแบบเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ประสบความสำเร็จก็ตาม

“หมุดหมายต่อไปคือการทำให้เกิดการยอมรับจากลูกค้า ผ่านการรับรองตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และขยายผลนวัตกรรมเหล่านี้ไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ประสบความสำเร็จ” นายอัคมาลกล่าวในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดตัวชิปทั้ง 6 รุ่น ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท

นวัตกรรมดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยบริษัทที่ดำเนินงานภายในสวนออกแบบวงจรรวมแห่งมาเลเซีย (Malaysia Semiconductor IC Design Park) โดยครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ ไปจนถึงดาวเทียมและโดรนไร้คนขับ ทั้งนี้ ชิป MARS1000 ของ SkyeChip เป็นประมวลผล Edge-AI ที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในกล้อง หุ่นยนต์ และระบบโรงงาน ขณะที่ aiDAPTIV+ ของ MaiStorage นำเสนอโซลูชันพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำหรับคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ AI

ด้าน SiliconX เปิดตัวชิปที่ได้รับการอธิบายว่าเป็น Field-Programmable Gate Array (FPGA) รุ่นแรกของมาเลเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ที่สามารถเขียนโปรแกรมทับได้ ออกแบบมาสำหรับอุตสาหกรรมและยานยนต์

ส่วนนวัตกรรมอื่นๆ ได้แก่ Maxwell ของ Infinecs ซึ่งเป็นตัวปรับแรงดันไฟฟ้าเกรดยานยนต์สำหรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานพาหนะ, ชิปควบคุมพลังงานสำหรับดาวเทียมและระบบอวกาศจาก Weeroc Space และ FC Mini บอร์ดควบคุมการบินสำหรับโดรนไร้คนขับจาก Alphaswift

นายอัคมาลกล่าวว่า มาเลเซียกำลังต่อยอดจากความแข็งแกร่งเดิมในด้านการบรรจุภัณฑ์ชิป (Packaging) การทดสอบ และกิจกรรมการผลิตที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการขยายเข้าสู่การออกแบบวงจรรวม (IC Design) ผ่านความร่วมมือ การพัฒนาบุคลากร และการลงทุน “ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านการทดสอบ การทำเอกสาร และการบรรจุภัณฑ์ ในขณะเดียวกัน เมื่อมองจากจุดแข็งเหล่านั้น มาเลเซียก็ได้เริ่มความร่วมมือกับ Arm Limited ตัวอย่างเช่น เพื่อเข้าถึงสิทธิการออกแบบ IP” เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจบงาน

นยอัคมาลกล่าวว่า รัฐบาลกำลังลงทุนในการพัฒนาบุคลากรและทำงานร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ให้สมบูรณ์ โดยยอมรับว่าการเปลี่ยนงานออกแบบทั้ง 6 รายการนี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงยังอีกยาวไกล

ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติของมาเลเซียตั้งเป้าที่จะฝึกอบรมและยกระดับทักษะวิศวกรจำนวน 60,000 คน ขณะที่โครงการ Arm On-Demand Training ตั้งเป้าสร้างบุคลากรมาเลเซียที่มีทักษะเฉพาะทางด้านการออกแบบ IC จำนวน 10,000 คนภายในระยะเวลา 4 ปี

นายอัคมาลระบุว่า รัฐบาลต้องพัฒนาตลาดสำหรับชิปที่ออกแบบในประเทศ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของมาเลเซียสามารถดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมนี้

“ความพยายามนี้ไม่ใช่แค่การสร้างสรรค์ แต่ยังต้องสร้างตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สิ่งที่เราผลิตเปิดพื้นที่ให้บริษัทอื่นๆ สนใจในชิปของเราเพิ่มเติม” นายอัคมาลกล่าว

ด้าน ดาโต๊ะ สรี อามีรุดดิน ชารี มุขมนตรีรัฐเซลังงอร์ กล่าวว่า สวนออกแบบวงจรรวมมาเลเซียทั้งสองแห่งในปูชงและไซเบอร์จายา เป็นที่ตั้งของวิศวกร 407 คน จาก 20 บริษัท ซึ่งรวมถึงบริษัทมาเลเซียและพันธมิตรร่วมทุนระหว่างประเทศจากไต้หวัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

สวนออกแบบที่ปูชงซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2024 มีผู้เข้าใช้งานเกือบเต็มพื้นที่แล้ว ขณะที่ศูนย์ไซเบอร์จายาซึ่งเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2025 กำลังเตรียมขยายพื้นที่จากเดิม 1 ชั้น เพิ่มเป็น 3 ชั้น

ดาโต๊ะอามีรุดดินกล่าวว่า การพัฒนาขีดความสามารถด้านการออกแบบชิปในท้องถิ่นขึ้นอยู่กับการผนึกกำลังระหว่างบุคลากร เทคโนโลยี และเงินทุน

ดาโต๊ะอามีรุดดินอ้างสถาบันเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงแห่งมาเลเซีย (Advanced Semiconductor Academy of Malaysia) ซึ่งได้ฝึกอบรมวิศวกรไปแล้วประมาณ 850 คน ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกว่า 100 แห่ง และกองทุน Ehsan Semiconductor Fund ซึ่งตั้งเป้าระดมทุน 100 ล้านริงกิต เพื่อลงทุนในสตาร์ตอัปเซมิคอนดักเตอร์ระยะเริ่มต้นและบริษัทประยุกต์ใช้ AI

นอกจากนี้ นายอัคมาลยังกล่าวว่า รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นต้องประสานความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์โดยรวมของมาเลเซีย แทนที่จะมองว่าการลงทุนในแต่ละรัฐเป็นการแข่งขันกันเอง

ส่วนการที่รัฐซาราวักเพิ่งเปิดตัวชิปแกลเลียมไนไตรด์ที่ออกแบบเองในท้องถิ่น นายอัคมาลกล่าวว่าแต่ละรัฐสามารถสร้างคุณประโยชน์ผ่านจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันได้

“สำหรับเราในฐานะประเทศขนาดเล็ก แน่นอนว่าเราต้องพึ่งพาจุดแข็งของกันและกัน” นายอัคมาลกล่าว พร้อมเสริมว่าการลงทุนในแต่ละรัฐสามารถสร้างมูลค่าในระดับชาติได้ หากได้รับการสนับสนุนจากการประสานงานที่ดีขึ้น

“เราจำเป็นต้องประสานงานกันให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนร่วมกันขยายความแข็งแกร่งของเราในฐานะประเทศชาติได้อย่างแท้จริง”

รัฐบาลลาวเตรียมปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำภาคเอกชนเป็น 3.4 ล้านกีบ

ที่มาภาพ: https://laotiantimes.com/2024/05/17/inadequate-minimum-wage-deepens-economic-woes-in-laos-fueling-labor-shortages-school-dropouts/

รัฐบาลสปป.ลาวมีแผนจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนสำหรับแรงงานในภาคเอกชนเป็น 3.4 ล้านกีบ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2027 โดยปรับขึ้นจากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 2.5 ล้านกีบ เพื่อช่วยให้แรงงานสามารถรับมือกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นได้

การปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้ได้รับการตัดสินในที่ประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ตามประกาศที่ออกโดยสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม

ภายใต้ข้อตกลงใหม่นี้ ค่าจ้างพื้นฐานรายเดือนจะปรับเพิ่มขึ้นจาก 1.6 ล้านกีบ เป็น 2 ล้านกีบ ขณะที่เบี้ยเลี้ยงค่าครองชีพจะปรับเพิ่มขึ้นจาก 900,000 กีบ เป็น 1.4 ล้านกีบ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะทำให้ค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนรวมเป็น 3.4 ล้านกีบ สำหรับแรงงานในสถานประกอบการภาคการผลิต ภาคธุรกิจ และภาคการบริการ

ค่าแรงขั้นต่ำได้รับการปรับขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อปี 2023 แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากทางการเงินเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและค่าเงินกีบที่อ่อนค่าลง

ในการกล่าวต่อสภาแห่งชาติเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายโพไซ ไซยะสอน รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กล่าวว่า มีประชาชนลงทะเบียนเป็นผู้หางานจำนวน 76,604 คน ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2026

ในจำนวนนี้ มีเพียง 5,259 คน หรือคิดเป็น 6.8% ที่มองหาการจ้างงานภายในประเทศลาว ขณะที่อีก 71,345 คน ยื่นความประสงค์ขอไปทำงานในต่างประเทศ

ตัวเลขดังกล่าวเน้นย้ำถึงความท้าทายที่นายจ้างในลาวกำลังเผชิญ รวมถึงโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เนื่องจากแรงงานยังคงแสวงหาโอกาสงานที่ได้รับค่าตอบแทนดีกว่าในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)

ตั้งแต่ปี 2016 ถึงปี 2026 มีแรงงานลาวไปทำงานในต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 708,751 คน ในจำนวนนี้ 672,936 คน เดินทางไปประเทศไทย, 32,089 คน ไปสาธารณรัฐเกาหลี และ 3,257 คน ไปประเทศญี่ปุ่น ตามข้อมูลของกระทรวงฯ

นอกเหนือจากการปรับขึ้นค่าแรงแล้ว รัฐบาลกำลังส่งเสริมการฝึกอบรมสายอาชีพและการประกอบอาชีพอิสระเพื่อขยายโอกาสการจ้างงาน โดยเฉพาะสำหรับผู้ด้อยโอกาสและผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชนบท

ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2026 มีประชาชนเข้ารับการฝึกอบรมทักษะอาชีพจำนวน 126,392 คน คิดเป็น 97.22% ของเป้าหมายตลอดทั้งปีซึ่งตั้งไว้ที่ 130,000 คน

หลักสูตรการฝึกอบรมครอบคลุมเทคนิคการเกษตรสมัยใหม่ การเพาะเห็ด การเลี้ยงโค การทอผ้า และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร รวมไปถึงด้านการตลาด การเป็นผู้ประกอบการ และการวางแผนธุรกิจ

ในช่วงปี 2027 ถึงปี 2030 กระทรวงฯ มีแผนที่จะสนับสนุนประชาชนจำนวน 750 คน ผ่านโครงการการจ้างงานในชนบทและการประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งรวมถึงการจัดหาอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน 323 คน ในการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ด้วยตนเอง


เริ่มโปรเจกต์

มีไอเดียซอฟต์แวร์ในใจ? ให้เราช่วยทำให้เกิดขึ้นจริง

นัดคุยฟรี 30 นาที เพื่อประเมิน scope ประเมินราคา และวางแผน timeline ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ