ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันอังคาร (1 ก.ย.69) ปรับตัวลงทั้ง 3 ดัชนีหลักต่อเนื่อง หลังแรงขายพันธบัตรทั่วโลกทวีความรุนแรง ประกอบกับราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเพิ่มความเสี่ยงที่ธนาคารกลางต่าง ๆ อาจต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 52,766.93 จุด ลดลง 418.97 จุด หรือ -0.79% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,631.47 จุด ลดลง 54.67 จุด หรือ -0.71% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,099.77 จุด ลดลง 271.11 จุด หรือ -1.03%

แรงกดดันหลักมาจากราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้น หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านกลับมาทวีความตึงเครียดอีกครั้ง ขณะที่ความหวังต่อการหาทางออกในระยะใกล้ลดลง โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 4.16 ดอลลาร์ หรือ 4.6% ปิดที่ 94.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เพิ่มขึ้น 4.46 ดอลลาร์ หรือ 5.2% ปิดที่ 90.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจุดความกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจยืดเยื้อ ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อมุมมองที่ว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ อาจจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และกระตุ้นแรงขายในตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก

ด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 3.4 เบสิสพอยต์ มาอยู่ที่ 4.792% หลังระหว่างวันแตะ 4.798% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 และเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ขณะที่บอนด์ยีลด์ของญี่ปุ่น อังกฤษ และยูโรโซนปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีเช่นกัน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นส่งผลต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนทางการเงิน ขณะที่ Nvidia ลดลง 1.5% Amazon ร่วง 1.9% และ Advanced Micro Devices (AMD) ลดลง 2.4%

ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นสวนตลาดตามราคาน้ำมัน และเป็นกลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดใน S&P 500 ส่วนกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวลงมากที่สุด ขณะที่ดัชนี Dow Jones Transportation Average ซึ่งมักใช้เป็นมาตรวัดภาวะเศรษฐกิจ ลดลง 2.5%

ด้านนโยบายการเงิน นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังนายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟดส่งสัญญาณเข้มงวดเกี่ยวกับเงินเฟ้อเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่นายไมเคิล บาร์ (Michael Barr) กรรมการเฟด ระบุว่า หากเงินเฟ้อไม่ชะลอลงอย่างรวดเร็ว อาจถึงเวลาที่เฟดต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ตลาดยังประเมินข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังรายงานตำแหน่งงานว่าง JOLTS เดือนกรกฎาคมออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด รวมถึงข้อมูลภาคการผลิตสะท้อนกิจกรรมที่ชะลอลง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาสินค้า ข้อจำกัดด้านอุปทาน ภาษี และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์