น้ำมันโลกป่วน! กบน.ดึงค่าการกลั่น 3.9 พันล้าน อุ้มราคาหน้าปั๊ม “โรงกลั่น-กองทุนฯ” แบกภาระ

สงครามป่วนเส้นทางน้ำมันโลก ดันราคาพลังงานพุ่ง กบน.ดึงค่าการกลั่น 3.9 พันล้านบาทสกัดแรงกระแทกหน้าปั๊ม ขณะที่โรงกลั่น-กองทุนน้ำมันฯ

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นในหลายพื้นที่สำคัญของโลก กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลกอีกครั้ง ตั้งแต่การปิดล้อมเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงผ่านช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ไปจนถึงสถานการณ์ในทะเลดำที่กระทบการส่งออกน้ำมันของรัสเซียและคาซัคสถาน ส่งผลให้เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีสัดส่วนราว 25% ของการค้าพลังงานโลกเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น
เมื่อเส้นทางขนส่งสะดุด แต่ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปจึงปรับตัวขึ้นเร็วกว่าราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้ค่าการกลั่นพุ่งขึ้นตามกลไกตลาด โดยราคาน้ำมันดีเซลอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 167.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนเบนซินอยู่ที่ 128.33 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุนทั้งหมด ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยอาจปรับเพิ่มขึ้นอีกราว 8-10 บาทต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐเลือกใช้มาตรการพยุงราคาพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดย คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นลง 2.40 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันดีเซล B0, B7 และ B20 มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2569 คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 3,892 ล้านบาท พร้อมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าช่วยตรึงราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ
มาตรการดังกล่าวช่วยชะลอผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับทำให้ภาระถูกส่งต่อไปยัง 2 กลไกหลักของระบบพลังงานไทย ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมัน และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
สำหรับ โรงกลั่นน้ำมัน แม้ภาวะตลาดโลกจะเอื้อให้ค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง แต่การขอความร่วมมือลดราคา ณ โรงกลั่น 2.40 บาทต่อลิตร เท่ากับเป็นการดึงส่วนหนึ่งของค่าการกลั่นมาช่วยรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเสียโอกาสในการรับรู้รายได้เต็มจำนวนจากภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบและค่าขนส่งยังเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการอุดหนุนราคาพลังงาน ปัจจุบันต้องแบกรับภาระชดเชยราคาน้ำมันเฉลี่ยสูงถึง 651.31 ล้านบาทต่อวัน ส่งผลให้ฐานะกองทุน ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ติดลบแล้วกว่า 61,500 ล้านบาท และหากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง มีโอกาสที่ฐานะกองทุนจะกลับไปติดลบใกล้ระดับ 100,000 ล้านบาท อีกครั้ง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การใช้มาตรการตรึงราคาพลังงานในรูปแบบเดิมจะสามารถดำเนินต่อไปได้อีกนานเพียงใด
ราคาน้ำมัน, พลังงาน, กองทุนน้ำมัน, โรงกลั่นน้ำมัน, ค่าการกลั่น, ภูมิรัฐศาสตร์, ช่องแคบฮอร์มุซ, ทะเลแดง, กบง, พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ การอุดหนุนราคาพลังงานแบบครอบคลุมทุกกลุ่มจะสร้างภาระทางการคลังและภาระต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมาก พร้อมเสนอให้ภาครัฐปรับแนวทางช่วยเหลือจากการอุดหนุนแบบทั่วถึง ไปสู่การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งรณรงค์การประหยัดพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว ผ่านการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานในประเทศ รวมถึงการเปิดประมูลสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
ท้ายที่สุด วิกฤตพลังงานรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ราคาน้ำมันแพง” หากแต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไทย ที่ต้องอาศัยทั้งโรงกลั่นและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกันแบกรับภาระเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพของประชาชนกับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังและความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว หากความขัดแย้งทั่วโลกยังยืดเยื้อ การปฏิรูประบบอุดหนุนพลังงานอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต