จับตาจุดเปลี่ยนใหม่ตลาดการเงินโลก ! สหรัฐฯ แทรกแซงค่าเงินเยน ครั้งแรกในรอบ 30 ปี - Finnomena

สหรัฐฯ เตรียมขายดอลลาร์ เข้าซื้อเงินเยน แทรกแซงค่าเงินในรอบ 30 ปี

ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาเหตุการณ์ที่อาจกลายเป็น “Game Changer” ของตลาดค่าเงิน หลังมีรายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้แจ้งธนาคารหลายแห่งผ่าน New York Fed ให้เตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อเงินเยนและขายเงินดอลลาร์ หากทำจริง จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 ที่สหรัฐฯ เข้าซื้อเงินเยนและขายเงินดอลลาร์โดยตรง
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ ?
ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นพยายามแทรกแซงค่าเงินเพียงลำพังหลายครั้ง แต่ไม่สามารถหยุดการอ่อนค่าของเงินเยนได้
ก่อนหน้านี้ค่าเงินเยนอ่อนลงจนแตะระดับ 163 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งใกล้จุดอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 40 ปี ก่อนที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะเข้าซื้อเงินเยนอย่างหนัก จนทำให้ USD/JPY ร่วงลงอย่างรวดเร็วเหลือประมาณ 158 เยนต่อดอลลาร์ ภายในเวลาไม่นาน
แต่หลังการประชุม BOJ ที่มีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ค่าเงินเยนก็กลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง เพราะตลาดยังมองว่าช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นยังคงกว้าง
Reuters ประเมินว่า ญี่ปุ่นอาจใช้เงินสูงถึง 53,000-59,000 ล้านดอลลาร์ ในการแทรกแซงเพียงคืนเดียว ซึ่งอาจเป็นการแทรกแซงตลาดค่าเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
ทำไมสหรัฐฯ ถึงอาจเข้ามาช่วย ?
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ แจ้งธนาคารให้ “Stand ready for future action” โดยรัฐมนตรีการคลัง Scott Bessent ระบุว่า เงินเยนถูกประเมินค่าต่ำเกินไป
แปลว่าหากสหรัฐฯ เข้าร่วมจริง จะถือเป็นการประสานงานครั้งสำคัญ และส่งสัญญาณว่าทั้งสองประเทศไม่ต้องการปล่อยให้ค่าเงินผันผวนมากกว่านี้
นักลงทุนต้องจับตาอะไร ?
ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ “เงินเยน” แต่คือ Carry Trade เพราะนักลงทุนทั่วโลกจำนวนมากกู้เงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ พันธบัตร และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
หากเงินเยนแข็งค่ารวดเร็วเกินไป แปลว่าต้นทุนการกู้ยืมจะเพิ่มขึ้น นักลงทุนอาจต้องปิดสถานะ นำไปสู่แรงขายในตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก นี่คือเหตุผลที่ข่าวเกี่ยวกับค่าเงินเยนสามารถสร้างแรงกระเพื่อมไปถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ทันที
หากสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าซื้อเงินเยนจริง จะถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของตลาดการเงินปีนี้ เพราะไม่เพียงสะท้อนความกังวลต่อค่าเงินเยน แต่ยังอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทิศทางค่าเงินดอลลาร์และกระแสเงินทุนทั่วโลกในช่วงครึ่งปีหลัง
ญี่ปุ่นคือเจ้าหนี้ต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา
ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2026 จากระบบ Treasury International Capital ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ญี่ปุ่นถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากถึง 1.14 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าทั้งสหราชอาณาจักรที่ 948.6 พันล้านดอลลาร์ และจีนที่ 659.3 พันล้านดอลลาร์
ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นเป็นที่จับตาของตลาดการเงินโลก
หากค่าเงินเยนอ่อนค่ารุนแรง จนรัฐบาลญี่ปุ่นต้องเข้าแทรกแซงค่าเงิน สิ่งที่ญี่ปุ่นทำได้ คือ การขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อนำเงินดอลลาร์มาแลกกลับเป็นเงินเยน
แน่นอนว่าหากมีการขายพันธบัตรออกมาจำนวนมาก จะทำให้ราคาพันธบัตรปรับลดลง และส่งผลให้ Bond Yield ของสหรัฐให้ปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพันธบัตรและ Bond Yield เคลื่อนไหวสวนทางกัน
อธิบายแบบง่าย ๆ สมมติ ญี่ปุ่นถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากวันหนึ่งญี่ปุ่นต้องการเงินดอลลาร์กลับไปแทรกแซงค่าเงินเยน จึงเริ่มขายพันธบัตรจำนวนมาก
สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ
- พันธบัตรถูก “เทขาย” ออกมาพร้อมกัน
- อุปทาน (Supply) ในตลาดเพิ่มขึ้น
- หากผู้ซื้อมีไม่พอ ราคาพันธบัตรจะลดลง
- เมื่อราคาพันธบัตรลดลง ผลตอบแทน (Yield) จะเพิ่มขึ้น
ทำไม Yield ถึงเพิ่ม ?
- ยกตัวอย่าง พันธบัตรมีมูลค่าหน้าตั๋ว 100 ดอลลาร์ จ่ายดอกเบี้ยปีละ 4 ดอลลาร์
- ตอนออกใหม่ ราคา = 100 ดอลลาร์ Yield = 4%
- แต่ถ้ามีคนขายจำนวนมาก จนราคาลดเหลือ 80 ดอลลาร์
- นักลงทุนคนใหม่ยังได้รับดอกเบี้ยปีละ 4 ดอลลาร์เหมือนเดิม
- ดังนั้น Yield = 4 ÷ 80 = 5%
- จะเห็นว่า ราคา ↓ Yield ↑
- นี่คือเหตุผลว่าทำไมการขายพันธบัตรจึงดัน Bond Yield ให้สูงขึ้น
ยิ่งในช่วงที่ Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายปี การขายพันธบัตรเพิ่มเติมจากผู้ถือรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตร ต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐ และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกได้