“ศุภจี” ลุยราชบุรี ดันล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม เชื่อมตลาด–ต่อยอด Zero Waste

“ศุภจี” ลงพื้นที่ราชบุรี ติดตามล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม เร่งเชื่อมตลาด ยกระดับการแปรรูป และตรวจเข้มโรงงานรับซื้อ หลัง 5 เดือนแรกปี 2569

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 ก.ค.69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย (Coconut Breeze) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงาน “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” และหารือกับเกษตรกรและผู้ประกอบการถึงแนวทางบริหารจัดการผลผลิต การตลาด และการแปรรูปมะพร้าวน้ำหอม

นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว หลังจากที่ผ่านมาเกษตรกรเผชิญปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาถูกกดดันจากหลายปัจจัย
ในระยะเร่งด่วน กรมการค้าภายในได้เข้าไปรับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด พร้อมประสานภาคเอกชน ทั้งสถานีบริการน้ำมัน โมเดิร์นเทรด และร้านค้าต่าง ๆ เข้ารับซื้อผลผลิตรวมกว่า 10 ล้านลูก แต่เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดสูงถึงวันละประมาณ 2 ล้านลูก มาตรการดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงต้องเร่งวางระบบบริหารจัดการผลผลิตทั้งห่วงโซ่ เพื่อรองรับผลผลิตในระยะยาว
อีกประการหนึ่ง คือ ระบบการรวบรวมผลผลิต ซึ่งยังมีทั้งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีมาตรฐานและผู้ที่ไม่มีมาตรฐาน ส่งผลให้เกิดการกดราคารับซื้อจากเกษตรกร กระทรวงพาณิชย์จึงได้หารือร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในพื้นที่และสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ผลักดันการจัดตั้ง “ล้งชุมชน” เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตคุณภาพจากสมาชิก สร้างทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม พร้อมยกระดับมาตรฐานการคัดคุณภาพก่อนส่งออก โดยจังหวัดราชบุรีเป็นพื้นที่ต้นแบบ และมีแผนขยายผลไปยังจังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม และพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอื่น ๆ ต่อไป

นางศุภจี กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งตรวจสอบกระบวนการแปรรูปมะพร้าวและการดำเนินธุรกิจของล้งรับซื้ออย่างเข้มงวด หลังพบความเสี่ยงของการปลอมปนวัตถุดิบบางประเภท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคามะพร้าวน้ำหอมทั้งระบบ โดยขณะนี้ได้เข้าตรวจสอบโรงงานแปรรูปแล้ว 24 แห่ง และพบผู้ประกอบการบางรายที่เข้าข่ายกระทำผิด จึงได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมทั้งประสานจังหวัดและเครือข่ายเกษตรกรร่วมแจ้งเบาะแสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการปลอมปนน้ำมะพร้าว ซึ่งกระทบต่อมาตรฐานสินค้า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และราคาผลผลิตของเกษตรกร
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อจัดทำแผนแม่บทและรูปแบบการบริหารจัดการล้งชุมชน ให้สามารถดำเนินงานได้ด้วยตนเองในอนาคต พร้อมนำองค์ความรู้และรูปแบบการดำเนินงานไปขยายผลสู่พื้นที่อื่น โดยเฉพาะจังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งล้งชุมชนเพิ่มเติมในอำเภอบางแพ ก่อนขยายสู่จังหวัดผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญทั่วประเทศ
“ล้งชุมชนแห่งนี้เป็นต้นแบบที่สะท้อนความร่วมมือของเกษตรกรในพื้นที่ในการรวบรวมผลผลิตคุณภาพเข้าสู่ระบบที่ได้มาตรฐาน เป็นทางเลือกสำคัญให้สมาชิกสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ เครื่องปอกเปลือกมะพร้าว ระบบสายพาน และอุปกรณ์คัดแยกผลผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรองรับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต” นางศุภจี กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้นำผู้ซื้อภายในประเทศเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับวิสาหกิจชุมชน พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกเพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มทางเลือกด้านการตลาดให้แก่เกษตรกร

กระทรวงพาณิชย์ยังผลักดันการใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของมะพร้าวภายใต้แนวคิด Zero Waste โดยนำเปลือกมะพร้าว กะลามะพร้าว และวัสดุเหลือใช้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ วัสดุบรรจุภัณฑ์ เชื้อเพลิง ไบโอชาร์ ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก และพลังงานทดแทน ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านธนาคารออมสินและ SME D Bank เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านนวัตกรรมและการแปรรูป
นางศุภจี กล่าวว่า หากสามารถพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต การรวบรวมผลผลิตผ่านล้งชุมชน การแปรรูป การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ ตลอดจนการกระจายตลาดส่งออกให้มีความหลากหลาย จะช่วยแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมได้ทั้งระบบอย่างยั่งยืน และยกระดับมะพร้าวน้ำหอมไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
ด้านนายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย กล่าวว่า ล้งชุมชนเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยระยะแรกมุ่งเน้นการรองรับตลาดภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย โมเดิร์นเทรด และหน่วยงานในพื้นที่ ก่อนขยายสู่ตลาดส่งออก ซึ่งปัจจุบันมีผู้ซื้อหลายรายให้ความสนใจเข้ามาเชื่อมโยงธุรกิจแล้ว พร้อมวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตและใช้ความร่วมมือกับโรงงานมาตรฐานในรูปแบบ OEM เพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่เอง
นายจรัญ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของล้งชุมชนคือการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้เกษตรกร โดยตั้งเป้ารับซื้อผลผลิตในราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตและสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำเหลือเพียง 2–3 บาทต่อลูกดังเช่นที่ผ่านมา
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นางศุภจี ยังได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของ Aromatic Farm จังหวัดราชบุรี ซึ่งนำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การตรวจสอบสายพันธุ์ด้วย DNA Marker และพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) มาใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายในตลาดทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับข้อมูลสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมของไทย ปี 2568 มีเกษตรกรผู้เพาะปลูกจำนวน 56,522 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 305,706 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปีก่อน มีผลผลิตรวม 877,681 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.80 จากปี 2567 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4,643 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 43
ส่วนในปี 2569 (มกราคม-พฤษภาคม) สินค้ามะพร้าวมีปริมาณการส่งออกทั้งหมด 533,353 ตัน คิดเป็นมูลค่า 568.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.18 แหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรสงคราม และสงขลา โดยผลผลิตประมาณร้อยละ 30 จำหน่ายภายในประเทศ และอีกร้อยละ 70 ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ มีตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย ตามลำดับ