เปิดมุมมอง "พี่น้อย แก้หนี้" Virtual Bank ปล่อยกู้ ช่วยฝ่าวงจรหนี้นอกระบบ หรือ เสี่ยงกลายเป็นกับดักหนี้ก้อนใหม่?

คุยกับ "พี่น้อย แก้หนี้" เปิดมุมมอง Virtual Bank ปล่อยกู้ ช่วยฝ่าวงจรหนี้นอกระบบ หรือ เสี่ยงกลายเป็นกับดักหนี้ก้อนใหม่?
หรือวงจรหนี้เสียของคนไทย อาจไม่มีวันจบ? เมื่อการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้น อาจเป็นความหวังของคนไทยที่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากการกู้เงินทำได้ง่ายขึ้น โดยที่รายได้ของผู้กู้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ คำถามที่ตามมาคือ สินเชื่อเหล่านี้จะช่วยให้คนไทย “ไปต่อ” หรืออาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรหนี้ก้อนใหม่?
ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลัง CLICX ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank ภายใต้ความร่วมมือของ 3 พันธมิตร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, AIS และ OR
โดยเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 เดินหน้าให้บริการทางการเงินและสินเชื่อ วางจุดขายไว้ที่การเพิ่มโอกาสให้คนที่อาจเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบแบบเดิม เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไรเดอร์ ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่ไม่มีสลิปเงินเดือน สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
แม้แนวคิดดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ในวันที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญภาระหนี้อยู่แล้ว การเปิดโอกาสให้กู้ได้ง่ายขึ้น จะช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง หรือเพียงแค่ยืดเวลาของปัญหาออกไป
เรื่องราวนี้ PPTV Wealth ได้สอบถามมุมมองจาก นางสาวสุดารัตน์ คล่องขยัน เจ้าของเพจ “แก้หนี้มาหาพี่น้อย” ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานด้านธนาคารและการปรับโครงสร้างหนี้ในสถาบันการเงินมานานกว่า 30 ปี ก่อนเปิดเพจเพื่อให้คำปรึกษาแก่คนไทยที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้ และไม่มีที่ปรึกษาหรือไม่สามารถเข้าถึงคำแนะนำด้านการเงินที่ถูกต้องได้
โดยนางสาวสุดารัตน์ มองว่า ประเด็นที่หลายคนตั้งคำถามว่า Virtual Bank ปล่อยสินเชื่อ “ง่ายเกินไป” หรือไม่นั้น ต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจน เพราะในมุมของนางสาวสุดารัตน์ การปล่อยสินเชื่อให้กับคนที่มีประวัติเครดิตไม่ดี ไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีลักษณะใกล้เคียงกับสินเชื่อจากกลุ่ม Non-Bank ที่มีอยู่ในระบบมาก่อนแล้ว
โดยเฉพาะสินเชื่อ Nano Finance และ Pico Finance ซึ่งมีเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อ Virtual Bank ขณะที่ Virtual Bank มีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 15-24% ต่อปี ดังนั้นจึงไม่ควรมองว่า Virtual Bank เป็นช่องทางที่ง่ายผิดปกติ แต่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารแบบเดิม มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ
จาก “หนี้นอกระบบ” สู่ “หนี้ในระบบ” อาจเป็นทางออก หากใช้ถูกวิธี
นางสาวสุดารัตน์ มองว่า หนึ่งในบทบาทสำคัญของ Virtual Bank คือการช่วยให้คนที่ติดเครดิตบูโรหรือไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารทั่วไป มีทางเลือกในการนำเงินไปปิดหนี้นอกระบบ ซึ่งมักมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่ามาก และในมุมนี้ การกู้เงินใหม่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการสร้างหนี้เพิ่มเสมอไป หากเงินก้อนใหม่ถูกนำไปปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า ก็อาจเป็นการ “ย้ายหนี้จากแพงมาถูก” และช่วยให้ลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบการเงินที่สามารถบริหารจัดการได้มากขึ้น
ดังนั้นส่วนตัวจึงไม่ได้มองว่า Virtual Bank กำลังสร้างนิสัยการก่อหนี้ที่ไม่ดีให้กับคนไทย แต่หากใช้อย่างถูกวัตถุประสงค์กลับเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ลูกหนี้มีโอกาสหลุดออกจากวงจรหนี้นอกระบบได้ โดยเฉพาะคนที่มีหนี้นอกระบบ 10,000 บาท และต้องจ่ายดอกเบี้ย 10% ต่อเดือน หรือ 1,000 บาททุกเดือน หากไม่มีเงินต้นมาปิดหนี้ ก็อาจต้องจ่ายเพียงดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ กลายเป็นภาระที่ไม่มีวันจบ ขณะที่หากสามารถกู้เงินในระบบมา 10,000 บาทเพื่อปิดหนี้ก้อนเดิม และชำระหนี้ใหม่ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่า ก็มีโอกาสกลับมาบริหารจัดการหนี้ได้
อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่กู้ได้ง่ายหรือยากแต่อยู่ที่ว่า ผู้กู้นำเงินไปใช้อย่างไร เพราะหนี้ก้อนเดียวกันอาจเป็นได้ทั้งเครื่องมือช่วยชีวิตและกับดักทางการเงิน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการกู้
“นักบิด” มีมานานแล้ว แต่โซเชียลทำให้เห็นชัดขึ้น
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือพฤติกรรมของกลุ่ม “นักบิด” หรือผู้ที่ตั้งใจกู้เงินแล้วไม่ชำระหนี้ โดยมีบางส่วนออกมาโพสต์หรือพูดถึงวิธีการกู้เงินแล้ว “บิด” จนกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์
นางสาวสุดารัตน์ มองว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นตอนมี Virtual Bank แต่มีมานานแล้ว แม้แต่ในระบบธนาคารในอดีต ก็เคยมีกรณีผู้กู้เงินหลายเท่าของรายได้แล้วไม่ชำระหนี้ เพียงแต่ในยุคก่อนยังไม่มีโซเชียลมีเดียที่ทำให้เรื่องเหล่านี้ถูกเผยแพร่และกลายเป็นกระแสได้รวดเร็วเหมือนปัจจุบัน
สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่แค่พฤติกรรมของคนบางกลุ่ม แต่คือการที่เรื่องเหล่านี้ถูกนำเสนอซ้ำๆ จนทำให้คนอื่นเข้าใจว่า “การกู้แล้วไม่จ่าย” เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย และอาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ หรือที่เรียกว่า Moral Hazard ซึ่งหมายถึงการที่คนตัดสินใจเสี่ยงมากขึ้น เพราะคิดว่าผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองมีไม่มาก
ดังนั้น การออกมาโพสต์หรือส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับวิธี “บิด” มากเกินไป อาจไม่ได้กระทบเฉพาะคนที่ทำ แต่ยังทำให้ระบบสินเชื่อโดยรวมเข้มงวดขึ้น และ “คนที่เดือดร้อนจริง” อาจกลายเป็นผู้ที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่าเดิม
AI ช่วยคัดกรอง แต่ลูกหนี้ต้องไม่ใช้ความเก่งผิดทาง
สำหรับข้อกังวลว่า Virtual Bank ใช้ AI ในการพิจารณาสินเชื่อแทนเจ้าหน้าที่ จะทำให้ระบบหละหลวมหรือไม่ นางสาวสุดารัตน์ กลับมองว่า AI อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงบางประเภท เพราะการตัดสินใจของมนุษย์อาจมีอคติหรือผลประโยชน์ส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องได้ ขณะที่ระบบ AI สามารถประมวลผลข้อมูลตามเกณฑ์ที่กำหนดได้ดี
จึงสนับสนุนการนำ AI มาใช้ในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ โดยมองว่าเป็นการลดช่องว่างจากการใช้ดุลยพินิจของบุคคล และหากระบบพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติได้ละเอียดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ในระบบการเงินย่อมมีทั้งคนที่ชำระหนี้ตามปกติและคนที่ตั้งใจผิดนัด โดยประเมินจากประสบการณ์ในระบบสินเชื่อว่า ลูกหนี้ส่วนใหญ่เป็นคนปกติ ขณะที่กลุ่มที่มีพฤติกรรมผิดนัดมีสัดส่วนไม่มาก
แต่สิ่งที่อยากเตือนคือ หากลูกหนี้นำความรู้ทางการเงินมาใช้เพื่อหาช่องโหว่ของระบบ เช่น ตั้งใจกู้เงินจำนวนมาก ใช้หลักประกันน้อย แล้ววางแผนไม่ชำระหนี้ อาจทำให้สถาบันการเงินต้องเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ และผลกระทบสุดท้ายอาจไม่ได้ตกอยู่กับคนที่ตั้งใจ “บิด” เพียงคนเดียว แต่จะทำให้คนที่มีความจำเป็นต้องกู้เงินจริงและต้องการชำระหนี้ตามปกติ เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้นด้วย
คนไทยวันนี้ “กู้เพื่ออยู่รอด” มากกว่ากู้เพื่อต่อยอด
เมื่อถามถึงพฤติกรรมการกู้เงินในปัจจุบัน นางสาวสุดารัตน์ ให้ข้อมูลว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังอยู่ในภาวะ “หนี้ตึงตัว” และการกู้เงินในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อการลงทุนหรือต่อยอดรายได้เหมือนในอดีต แต่เป็นการกู้เพื่อประคองชีวิตและหมุนเงินเพื่อชำระหนี้เดิม
หากเป็น “หนี้เพื่อต่อยอด” หมายถึง แม้จะมีภาระหนี้ แต่รายได้ยังเพียงพอต่อการชำระหนี้ และการกู้เงินใหม่ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม แต่สถานการณ์ของลูกหนี้จำนวนมากในปัจจุบันแตกต่างออกไป เพราะรายได้อาจอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน แต่มีภาระหนี้ที่ต้องจ่าย 12,000-15,000 บาทต่อเดือน จึงกลายเป็นการกู้เงินก้อนใหม่เพื่อมาจ่ายหนี้ก้อนเก่า หรือกู้เพื่อให้มีเงินพอใช้ในแต่ละเดือน
ปัญหานี้สะสมต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงโควิด และสะท้อนให้เห็นว่า สำหรับคนจำนวนหนึ่ง “หนี้” ไม่ได้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือเพื่อความอยู่รอด
จุดเริ่มต้นของหนี้ มักเริ่มจาก “บัตรเครดิตใบแรก”
จากประสบการณ์ให้คำปรึกษาและปรับโครงสร้างหนี้แก่ลูกหนี้จำนวนมาก นางสาวสุดารัตน์ ระบุว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาหนี้มักไม่ได้เกิดจากการกู้เงินก้อนใหญ่ตั้งแต่แรก แต่เริ่มจากเรื่องเล็กๆ อย่างบัตรเครดิตใบแรก
เช่น เมื่อเริ่มทำงานและมีรายได้ประมาณ 12,000-30,000 บาทต่อเดือน คนวัยเริ่มต้นทำงานอาจได้รับข้อเสนอให้สมัครบัตรเครดิต และเริ่มใช้จ่ายผ่านบัตรเพราะยังไม่มีเงินออมเพียงพอ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือมีภาระต้องช่วยเหลือพ่อแม่และครอบครัว ก็อาจเริ่มสมัครบัตรใบที่ 2 และใบที่ 3 ตามมา จากนั้นหนี้อาจพัฒนาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อรวมหนี้ ก่อนขยับไปสู่หนี้บ้านและหนี้รถ โดยบางคนใช้สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อประเภทอื่นมาปิดหนี้บัตรเครดิต “วงจรหนี้จึงอาจเริ่มจาก บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล/รวมหนี้ บ้าน รถ และหนี้หลายประเภทพร้อมกัน”
และเมื่อภาระทั้งหมดมารวมกัน รายได้ส่วนใหญ่ก็ถูกนำไปชำระหนี้จนแทบไม่เหลือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เมื่อเริ่มผ่อนชำระไม่ไหว ก็เข้าสู่ภาวะค้างชำระ และเมื่อไม่สามารถกู้ในระบบได้อีก ก็อาจต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ
นอกจากกนี้ยังมองว่า สังคมไทยยังมีโครงสร้างครอบครัวที่คนวัยทำงานต้องดูแลทั้งพ่อแม่และลูก หรือที่เรียกกันว่าเป็นภาระ “แซนด์วิช” เมื่อรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย แต่ยังมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือครอบครัว หนี้จึงกลายเป็นทางออกที่ถูกเลือก แม้จะรู้ว่าตัวเองกำลังแบกภาระเพิ่มขึ้นก็ตาม
คนรุ่นใหม่เป็นหนี้เร็วขึ้น เพราะ “หาเงินเร็วและล้มเร็ว”
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดจากประสบการณ์ของนางสาวสุดารัตน์ คืออายุของคนที่เข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องหนี้ลดลง จากเดิมที่ผู้มาปรึกษาส่วนใหญ่อยู่ในวัย 40-50 ปี ปัจจุบันพบคนอายุประมาณ 24-36 ปีเข้ามาขอคำปรึกษามากขึ้น โดยมองว่า คนรุ่นใหม่เติบโตเร็ว หาเงินเร็ว และมีโอกาสสร้างรายได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจทำให้ “เป็นหนี้เร็ว” และเมื่อเกิดความผิดพลาดทางการเงินก็อาจ “ล้มเร็ว” เช่นกัน เพราะยังไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับปัญหาหนี้ และเมื่อรายได้หายหรือธุรกิจล้มเหลว คนกลุ่มนี้จึงอาจไม่รู้ว่าจะจัดการกับภาระหนี้อย่างไร และต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย
หนี้ก้อนแรกที่ดีที่สุด อาจเป็น “การไม่มีหนี้”
สำหรับคำถามว่า คนเราควรมีหนี้ก้อนแรกเมื่อไหร่นั้น นางสาวสุดารัตน์ แนะนำว่า หากเป็นไปได้ ไม่อยากให้ใครต้องมีหนี้เลย พร้อมกับให้ข้อคิดว่าหากต้องการซื้อของราคา 10,000 บาท แทนที่จะรีบซื้อแล้วผ่อนผ่านบัตรเครดิต อาจลองเก็บเงินเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 10 เดือน หรือเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 2 เดือน แล้วซื้อด้วยเงินสด แนวคิดสำคัญคือ “อยากได้อะไร ให้ลองเก็บเงินก่อน” เพราะการมีเงินออมก่อนซื้อ ไม่เพียงช่วยลดภาระดอกเบี้ย แต่ยังทำให้รู้ว่าตัวเองสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายนั้นได้จริงหรือไม่
ปัญหาไม่ได้เริ่มที่ “กู้ไม่ผ่าน” แต่เริ่มจากคนไทยเป็นหนี้มากเกินไป
หากมองภาพใหญ่ ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกับ Virtual Bank แต่สะสมต่อเนื่องมาหลายปี จากทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ฟื้นตัวช้ากว่าค่าครองชีพ รวมถึงภาระหนี้เดิมที่ยังไม่หมด
ข้อมูลจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 16.4 ล้านล้านบาท แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะทยอยลดลงมาอยู่ราว 86.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค และยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการบริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยสินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนว่าธนาคารยังระมัดระวังการปล่อยกู้ เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มยังเปราะบาง
ด้านคุณภาพสินเชื่อ ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ประมาณ 535,800 ล้านบาท หรือ 2.85% ของสินเชื่อรวม ขณะที่สินเชื่อที่เริ่มมีความเสี่ยง (Stage 2) คิดเป็น 7% ของสินเชื่อทั้งหมด สะท้อนว่าปัญหาหนี้ยังไม่คลี่คลาย แม้ระบบธนาคารโดยรวมยังมีเสถียรภาพ นี่จึงเป็นช่องว่างสำคัญที่ Virtual Bank พยายามเข้ามาเติมเต็ม
Virtual Bank เปิดโอกาส แต่สินเชื่อก็คือ “หนี้”
CLICX ใช้ AI และข้อมูลธุรกรรมรูปแบบต่าง ๆ ในการประเมินสินเชื่อ โดยผู้สมัครสามารถมีรายได้เริ่มต้นเพียง 5,000 บาทต่อเดือน ใช้ข้อมูลทางเลือกแทนเอกสารรายได้แบบเดิม และทราบผลอนุมัติภายในไม่กี่นาที โดยคิดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 13-25% ต่อปี พร้อมเปิดให้เลือกผ่อนทั้งรายสัปดาห์และรายเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบรายได้ของผู้กู้ ข้อดีคือการเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่เคยถูกปฏิเสธจากระบบธนาคารสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง สินเชื่อไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ก็ยังคงเป็น “หนี้” ที่ต้องชำระคืนพร้อมดอกเบี้ย หากผู้กู้นำเงินไปสร้างรายได้ สินเชื่ออาจเป็นเครื่องมือสร้างโอกาส แต่หากกู้มาเพื่อใช้จ่ายประจำวัน หมุนหนี้เก่า หรือปิดหนี้อีกก้อนหนึ่งโดยรายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้น สุดท้ายก็อาจกลับเข้าสู่วงจร “กู้ใหม่เพื่อปิดหนี้เก่า” อีกครั้ง
Virtual Bank จะเป็นโอกาสหรือกับดัก อยู่ที่ “วิธีใช้”
ท้ายที่สุด นางสาวสุดารัตน์มองว่า Virtual Bank ไม่ควรถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาหนี้เสียโดยอัตโนมัติ แต่ควรถูกมองเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับวิธีที่ผู้กู้นำไปใช้ หากกู้มาเพื่อซื้อของที่ไม่จำเป็น หรือกู้เพื่อนำไปใช้จ่ายเกินกำลัง ก็มีโอกาสกลายเป็นหนี้เพิ่ม แต่หากกู้มาเพื่อปิดหนี้นอกระบบที่มีต้นทุนสูงกว่า หรือรวมหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพงให้กลายเป็นหนี้ที่บริหารจัดการได้ ก็อาจเป็นโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่
ดังนั้นจึงสนับสนุนว่าขอให้ Virtual Bank เดินหน้าต่อ และอยากเห็นใบอนุญาตที่เหลือพัฒนาแนวทางการปล่อยสินเชื่อที่ช่วยให้คนไทยย้ายจากหนี้ดอกเบี้ยแพงเข้าสู่ระบบที่มีต้นทุนต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเดินคู่กันคือ “ความรับผิดชอบของผู้กู้” เพราะการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้น ไม่ได้แปลว่าทุกคนควรกู้เงินมากขึ้น
สุดท้ายแล้ว Virtual Bank อาจเป็น “โอกาส” สำหรับคนที่กำลังติดอยู่ในวงจรหนี้ แต่จะกลายเป็น “กับดัก” หรือไม่ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการกู้
การกู้เงินเพื่อปิดหนี้ดอกเบี้ยแพง อาจเป็นการ “ต่อยอดชีวิต” แต่การกู้เพื่อใช้จ่ายเกินรายได้ อาจเป็นเพียงการเลื่อนปัญหาออกไป ดังนั้น ก่อนตัดสินใจกู้เงินทุกครั้ง สิ่งที่ต้องถามตัวเองไม่ใช่แค่ “กู้ได้เท่าไหร่” แต่ต้องถามให้ชัดว่า “กู้ไปทำไม และเราจะเอาเงินที่ไหนมาคืน” เพราะสินเชื่อที่ดีไม่ใช่สินเชื่อที่กู้ได้ง่ายที่สุด แต่คือสินเชื่อที่เมื่อกู้แล้ว ยังสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องกู้ก้อนใหม่มาจ่ายก้อนเก่า
ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของ Virtual Bank อาจเป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการเงินไทย เพราะมีศักยภาพในการทำให้บริการทางการเงินเข้าถึงคนได้กว้างขึ้นแต่โจทย์ที่ใหญ่กว่าการ “ปล่อยกู้” คือการทำอย่างไรให้สินเชื่อที่ปล่อยออกไปนั้น ไม่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนี้เสียก้อนใหม่
เพราะในวันที่ประเทศไทยยังต้องรับมือกับภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียในระบบ การเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเงินทุนจึงต้องเดินไปพร้อมกับการสร้างความรู้ทางการเงิน การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ และการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ตั้งใจให้เป็น “โอกาสทางการเงิน” อาจกลายเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ทำให้วงจรหนี้ของคนไทยเดินต่อไปไม่รู้จบ