กลับไปหน้ารวมบทความ
TECH

รีวิว Garmin Forerunner 170 Music นาฬิกาวิ่งสำหรับมือใหม่ ฟีเจอร์ครบเกินตัว

03 ก.ค. 2569 · 3 min read via Google News — เทคโนโลยี
รีวิว Garmin Forerunner 170 Music นาฬิกาวิ่งสำหรับมือใหม่ ฟีเจอร์ครบเกินตัว

รีวิว Garmin Forerunner 170 music นาฬิกาวิ่ง GPS ฟังเพลงไร้สาย จ่ายเงินผ่านข้อมือ พร้อมระบบวางแผนซ้อมสำหรับมือใหม่ ราคา 12,490 บาท

รีวิว นี้ ถ้าคุณเป็นนักวิ่งมือใหม่ที่อยากเริ่มต้นวิ่งอย่างจริงจัง หรือคนที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟและอยากได้คู่หูที่ช่วยวางแผนการฝึกซ้อมได้ตั้งแต่วันแรก Garmin Forerunner 170 Music ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้ได้ลงตัวมาก

นาฬิกาวิ่ง GPS รุ่นนี้วางตำแหน่งตัวเองเป็น “คู่หูเพื่อเริ่มต้นการฝึกซ้อม” ในไลน์ Forerunner ของ Garmin ด้วย ราคา 12,490 บาท มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครั้งหนึ่งเคยมีแค่ในนาฬิการาคาหลายหมื่นบาท ทั้งฟังเพลงและพอดแคสต์ไร้สาย จ่ายเงินผ่านนาฬิกา มี Barometer วัดระดับความสูงจริง แผนการฝึกซ้อมอัจฉริยะ และระบบติดตามสุขภาพเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจาก Garmin Human Performance Lab

TechOffside เรามาสรุปหลังจากลองใช้งานกับนาฬิกานี้เกือบเดือน ในทุกมุมมองในการใช้งานว่าเหมาะสำหรับสาววิ่งระดับไหน และเทียบกับ Forerunner 70 และ Forerunner 170 ที่เปิดตัวมาพร้อมกัน ว่าต่างอย่างไร เลือกตัวไหนดี

ดีไซน์และหน้าจอ เล็กกระทัดรัด ใส่วิ่งสบาย

เมื่อสวมใส่ครั้งแรก สิ่งที่รู้สึกได้ทันทีคือความกระทัดรัดของตัวเรือนขนาด 43 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 41 กรัม ที่ไม่ใหญ่เทอะทะ ตัวเรือนไม่ได้หนามาก เวลาใส่จึงไม่รู้สึกอึดอัดหรือท่วงแขนเวลาวิ่งหรือสวมใส่ระหว่างวัน รวมถึงจะใส่นอนก็ไม่สร้างความรำคาญจนเกินไป

หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.2 นิ้วแบบสัมผัสให้สีสันสดและคมชัดมาก แม้กลางแดดจ้าในวันที่ไปวิ่งสวนสาธารณะก็ยังอ่านตัวเลขได้สบาย ซึ่งถือเป็นจุดที่หน้าจอ AMOLED ชนะหน้าจอแบบเก่าขาดลอย การควบคุมทำได้สองแบบ คือสัมผัสหน้าจอโดยตรง หรือกดผ่านปุ่มห้าปุ่มรอบตัวเรือน ซึ่งมีประโยชน์มากตอนวิ่งแล้วมือเปียกเหงื่อ เพราะกดปุ่มตอบสนองแม่นยำกว่าปัดหน้าจอแน่นอน

สายนาฬิกาขนาด 20 มิลลิเมตร เป็นแบบเขี้ยวเปลี่ยนได้ตามใจ และมีให้เลือกถึงสี่สี ได้แก่ Black ที่มาพร้อมสายสี Black/Amp Yellow, Whitestone ที่มาพร้อมสายสี Whitestone และ Cloud Blue, Teal Green ที่มาพร้อมสายสี Teal Green และ Citron และ Red Pink ที่มาพร้อมสายสี Red Pink และ Mango ครบทั้งลุคสปอร์ตจัดจ้านและลุคมินิมอลที่สวมทำงานได้สบาย

ฟีเจอร์สุขภาพและการฝึกซ้อม ไปได้ลึกกว่าที่คาด

นี่คือจุดที่ Forerunner 170 Music แสดงให้เห็นว่าราคาหมื่นต้นๆ ได้ฟีเจอร์ขนาดไหน โดยเฉพาะสำหรับนักวิ่งมือใหม่ที่ต้องการระบบช่วยวางแผนและติดตามผลอย่างเป็นระบบ

วัดชีพจรและออกซิเจนในเลือด

รีวิว Forerunner 170 Music

เซ็นเซอร์ Garmin Elevate Gen4 ที่ฝังอยู่ด้านหลังตัวเรือน วัดชีพจรจากข้อมือตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับ PulseOx ที่คอยวัดค่าออกซิเจนในเลือด และ HRV Status ที่วิเคราะห์ความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเครียดสะสมและความพร้อมของร่างกายที่นักวิ่งจริงจังให้ความสำคัญมาก

ระบบติดตามการฟื้นตัวและความพร้อม

สิ่งที่ทำให้ Forerunner 170 Music แตกต่างจากนาฬิกา GPS ทั่วไปอย่างชัดเจนคือระบบ Training Readiness ที่ให้คะแนนความพร้อมของร่างกายก่อนออกซ้อมในแต่ละวัน โดยดึงข้อมูลจากการนอนหลับ ค่า HRV และภาระการซ้อมสะสม ช่วยให้รู้ว่าวันนี้ควรซ้อมหนักหรือควรพัก

รีวิว Forerunner 170 Music

ควบคู่กับ Training Status ที่บอกว่าการฝึกซ้อมของคุณอยู่ในระดับ Peak, Maintaining หรือ Detraining และ Recovery Time ที่แนะนำเวลาพักฟื้นที่เหมาะสมหลังจากซ้อมหนัก ป้องกันการ Overtraining ได้ดีมากสำหรับนักวิ่งมือใหม่ที่มักกระตือรือร้นจนเกินไป

แผนการฝึกซ้อมอัจฉริยะ

Forerunner 170 Music มาพร้อมระบบช่วยวางแผนการฝึกซ้อมที่ครบครันที่สุดในกลุ่มราคานี้ Quick Workouts คือฟีเจอร์ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อนักวิ่งมือใหม่โดยเฉพาะ เพียงตั้งระยะเวลาที่ต้องการและระดับความเข้มข้น นาฬิกาจะสร้างแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายในวันนั้นให้ทันที ไม่ต้องคิดเองว่าวันนี้ควรทำอะไร

Daily Suggested Workouts ไปอีกขั้น โดยนาฬิกาจะแนะนำแผนการซ้อมในแต่ละวันอัตโนมัติ และปรับเปลี่ยนหลังการวิ่งทุกครั้งตามสมรรถนะและการฟื้นตัวของคุณ รวมถึงแผนการฝึกซ้อมแบบวิ่งสลับเดินที่เหมาะมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มวิ่ง

ส่วน Garmin Coach มีแผนฝึกสำหรับงานวิ่ง 5K, 10K และ Half Marathon ขณะที่ Garmin Run Coach เพิ่มแผนฝึกสำหรับนักวิ่งมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยเฉพาะ ทั้งหมดนี้ปรับแผนอัตโนมัติตามข้อมูลสุขภาพและการฟื้นตัวของคุณทุกวัน ไม่ต้องเสียเงินจ้างโค้ชเพิ่ม

Running Power และ Running Dynamics

รีวิว Forerunner 170 Music
รีวิว Forerunner 170 Music

สำหรับคนที่อยากเข้าใจการวิ่งของตัวเองให้ลึกขึ้น Running Power วัดพลังงานที่ใช้ขณะวิ่งจากข้อมือโดยตรง ส่วน Running Dynamics วิเคราะห์ลักษณะการวิ่ง เช่น จังหวะก้าวต่อนาทีและเวลาที่เท้าสัมผัสพื้น ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลที่ช่วยพัฒนาเทคนิคการวิ่งได้จริงในระยะยาว

ติดตามการนอนหลับและสุขภาวะรายวัน

Sleep Coach วิเคราะห์คุณภาพการนอนและให้คำแนะนำเพื่อการพักผ่อนที่ดีขึ้น ครอบคลุมระยะหลับฝัน หลับตื้น และหลับลึก

ฟีเจอร์ของ Garmin ที่ผมค่อนข้างชอบเลยก็คือ Morning Report สรุปข้อมูลสุขภาพตอนเช้าก่อนเริ่มวัน คือตื่นมายกนาฬิกาขึ้นมาดู จะมี dashboard ที่สรุปข้อมูลจากการนอน และเตรียมพร้อมสำหรับวันหม่ทั้งคุณภาพการนอน ค่า HRV และสภาพอากาศ เพื่อให้รู้ว่าวันนี้ร่างกายพร้อมแค่ไหน ทั้งหมดนี้ดูได้ผ่านแอป Garmin Connect ที่รวมข้อมูลไว้ในที่เดียว

นอกจากนี้ค่า VO2Max ยังบอกระดับสมรรถภาพหัวใจและปอด ช่วยให้เห็นพัฒนาการการวิ่งที่ชัดเจนในระยะยาว ขณะที่ Health Status รวบรวมภาพรวมสุขภาพของคุณไว้ให้ดูง่ายในที่เดียว

GPS และโหมดกีฬา ครอบคลุมทุกกิจกรรม

Forerunner 170 Music ใช้ระบบ GPS แบบ Single-band รองรับทั้ง GLONASS และ Galileo สำหรับการวิ่งบนถนนและเส้นทางทั่วไปในไทย ความแม่นยำอยู่ในระดับดีมาก ไม่มีปัญหาสัญญาณหายในสวนสาธารณะหรือย่านอาคารปกติ อย่างไรก็ตาม หากวิ่งในซอยแคบระหว่างตึกสูงในย่านธุรกิจ ระบบ Multiband GPS ในรุ่นที่สูงกว่าจะให้ความแม่นยำที่เหนือกว่า แต่สำหรับนักวิ่งทั่วไปในไทย Single-band ถือว่าเพียงพอมาก

ไม่ใช่แค่นาฬิกาวิ่ง เพราะ Forerunner 170 Music รองรับกิจกรรมครอบคลุมจักรยาน ว่ายน้ำในสระ Open Water Swimming เดินป่า ยิม โยคะ และ Indoor Bike รวมกว่า 80 โหมด พร้อม Voice Alerts ระหว่างออกกำลังกายผ่านหูฟัง Bluetooth ที่แจ้งระยะทาง ความเร็ว หรือชีพจรโดยไม่ต้องมองหน้าจอ

นอกจากนี้ยังมี LiveTrack ที่แชร์ตำแหน่งแบบเรียลไทม์ให้คนที่บ้านติดตามได้ขณะวิ่ง และ Smart Notifications ที่รับการแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ได้โดยตรงที่ข้อมือ รวมถึงฟีเจอร์ความปลอดภัยสำหรับการตรวจจับเหตุฉุกเฉิน ซึ่งสำคัญมากสำหรับนักวิ่งที่ออกวิ่งคนเดียวในช่วงเช้ามืดหรือเส้นทางเปลี่ยว

แบตเตอรี่ — ใช้ได้นานแค่ไหนในชีวิตจริง

โหมดการใช้งานForerunner 170 Music
Smartwatch ปกติสูงสุด 10 วัน
Always-On Displayสูงสุด 4 วัน
GPS Onlyสูงสุด 20 ชั่วโมง
All-Systems GPSสูงสุด 14 ชั่วโมง

สำหรับนักวิ่งที่ออกวิ่ง 5 ถึง 10 กิโลเมตรวันเว้นวัน ใช้ GPS ประมาณ 30 ถึง 45 นาทีต่อครั้ง แบตเตอรี่น่าจะอยู่ได้ประมาณ 6 ถึง 7 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ถือว่าไม่ต้องชาร์จทุกวัน

ฟีเจอร์เด่นที่ Forerunner 70 ไม่มี

ก่อนเข้าสู่การเปรียบเทียบโดยตรง ขอสรุปให้ชัดก่อนว่า Forerunner 170 Music มีอะไรที่รุ่นเริ่มต้นอย่าง Forerunner 70 ราคา 8,990 บาท ทำไม่ได้บ้าง

ฟังเพลง พอดแคสต์ และคอนเทนต์เสียงโดยไม่ต้องพกโทรศัพท์

รีวิว Forerunner 170 Music

ดาวน์โหลดเพลง พอดแคสต์ และคอนเทนต์เสียงอื่นจาก Spotify, Amazon Music, Deezer หรือไฟล์ MP3 เข้าไปเก็บในนาฬิกาโดยตรง แล้วเชื่อมต่อหูฟัง Bluetooth ออกวิ่งได้เลย โทรศัพท์วางไว้ที่บ้านหรือเก็บไว้ในล็อกเกอร์ โดยบริการสตรีมมิงต้องสมัครแพ็กเกจของแต่ละแพลตฟอร์มแยกต่างหาก การซิงค์เพลงทำผ่าน WiFi อัตโนมัติทุกครั้งที่ชาร์จแบตขณะอยู่ในช่วง WiFi ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม

Garmin Pay จ่ายเงินแตะที่ข้อมือได้เลย

คือความสะดวกสบายที่หาจากนาฬิกาวิ่งไหนไม่ได้ หลังวิ่งเสร็จแวะซื้อน้ำหรือกาแฟ ไม่ต้องพกกระเป๋าสตางค์ Garmin Pay รองรับระบบจ่ายเงินแบบไร้สัมผัส โดยผูกบัตรเครดิตหรือเดบิตไว้ในแอป Garmin Connect แล้วแตะจ่ายได้ทันที ควรตรวจสอบก่อนว่าธนาคารของคุณรองรับ Garmin Pay หรือไม่

รีวิว Forerunner 170 Music

ที่สะดวกสุดคือรองรับบัตร Rabbit สำหรับคนเมืองที่เดินทางด้วย BTS คุณสามารถสวม Forerunner 170 Music เอาไปแตะเข้าสถานีได้แบบหล่อๆ ไม่ต้องรอซื้อตั๋วหรือหยิบบัตรจากกระเป๋าให้ยุ่งยาก

Barometer, Altimeter และ Compass เซ็นเซอร์ ABC มีครบ

Forerunner 170 Music มีเซ็นเซอร์วัดระดับความสูงจากความดันอากาศ ทำให้ข้อมูลระยะไต่ระดับแม่นยำกว่าการคำนวณจาก GPS เพียงอย่างเดียว เข็มทิศช่วยให้แผนที่หมุนตามทิศทางแบบเรียลไทม์ และระบบวัดความดันอากาศยังมีฟีเจอร์แจ้งเตือนสภาพอากาศแปรปรวนเมื่อความดันตกลงอย่างรวดเร็ว มีประโยชน์มากสำหรับนักวิ่งเทรลหรือคนที่วิ่งกลางแจ้งบ่อยๆ ส่วน WiFi นอกจากซิงค์เพลงแล้วยังช่วยให้การอัปเดตเฟิร์มแวร์และซิงค์กิจกรรมกับ Garmin Connect ทำได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องรอเชื่อมต่อกับโทรศัพท์

Forerunner 170 Music เทียบกับ Forerunner 70 ส่วนต่าง 3,500 บาท คุ้มไหม

เมื่อมองจากภายนอก Forerunner 70 และ Forerunner 170 Music แทบแยกไม่ออก ทั้งคู่มีตัวเรือน 43 มิลลิเมตร จอ AMOLED 1.2 นิ้ว ปุ่มห้าปุ่ม และเซ็นเซอร์วัดชีพจรเดียวกัน ถ้าในเรื่องของดีไซน์จะมีต่างกันที่สีที่มีให้เลือก และใน Forerunner 170 Music จะมีสายแบบทูโทนให้เลือกด้วย

เซ็นเซอร์ในการวัดค่าต่างๆ คือเหมือนกันเลย ดังนั้นเรื่องประสิทธิภาพถือว่าอยู่ในระดับเดียวกัน

รีวิว Forerunner 170 Music

ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ข้างในและอยู่ที่ไลฟ์สไตล์การใช้งาน ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างของทั้งสามรุ่นในตระกูลนี้ไว้ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

ฟีเจอร์FR 70FR 170FR 170 Music
หน้าจอ AMOLED 1.2 นิ้ว
น้ำหนัก40 ก.41 ก.41 ก.
GPS Single-band
HR + PulseOx + HRV
Training Readiness / Status
Quick Workouts / Garmin Coach
LiveTrack และฟีเจอร์ความปลอดภัย
Garmin Pay
Barometer / Altimeter / Compass
Open Water Swimming
ฟังเพลง/Podcast ไร้สาย + WiFi
แบตเตอรี่ (Smartwatch)13 วัน10 วัน10 วัน
แบตเตอรี่ (GPS)23 ชม.20 ชม.20 ชม.

เหตุผล ทำไมต้องเลือก Forerunner 170 Music

หากอยากฟังเพลงหรือพอดแคสต์ระหว่างวิ่งโดยไม่พกโทรศัพท์ Forerunner 170 Music คือคำตอบเดียว เพราะทั้ง Forerunner 70 และ Forerunner 170 รุ่นปกติไม่มีฟีเจอร์นี้

หากสนใจวิ่งเทรล เดินป่า หรืออยากรู้ระดับความสูงที่แม่นยำระหว่างออกกำลังกาย เซ็นเซอร์วัดความดันอากาศใน Forerunner 170 และ Forerunner 170 Music ให้ข้อมูลที่ดีกว่าการคำนวณจาก GPS ของ Forerunner 70 อย่างเห็นได้ชัด ถ้าหากต้องการฟีเจอร์นี้โดยไม่จำเป็นต้องฟังเพลง Forerunner 170 รุ่นปกติราคา 9,990 บาทก็เพียงพอแล้ว

ส่วนเรื่องงบประมาณและไลฟ์สไตล์ หากวิ่งถนนเป็นหลัก ไม่ต้องการเพลง และอยากให้แบตอยู่ได้นานที่สุด Forerunner 70 ตอบโจทย์ที่สุดในราคาประหยัดกว่า หากต้องการ Garmin Pay และข้อมูลระดับความสูงแต่ไม่ต้องการเพลง Forerunner 170 คุ้มกว่า และหากต้องการครบทุกอย่างรวมถึงเพลงและพอดแคสต์ไร้สาย Forerunner 170 Music คือตัวเลือกที่สมบูรณ์ที่สุด

สรุป รีวิว Forerunner 170 Music คุ้มค่า ราคา 12,490 บาทแค่ไหน?

Garmin Forerunner 170 Music เหมาะมากสำหรับนักวิ่งมือใหม่ที่อยากเริ่มต้นวิ่งอย่างถูกวิธีตั้งแต่วันแรก หรือคนที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟและต้องการนาฬิกาที่เป็นทั้งโค้ชส่วนตัว คู่หูฟังเพลง และเครื่องมือดูแลสุขภาพในเรือนเดียว

จุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดคือการฟังเพลงและพอดแคสต์ไร้สายผ่าน Spotify และ Deezer โดยไม่ต้องพกโทรศัพท์ ระบบวางแผนการฝึกซ้อมอย่าง Quick Workouts และ Daily Suggested Workouts ที่ออกแบบมาเพื่อมือใหม่โดยเฉพาะ รวมถึง Training Readiness และ Recovery Time ที่ช่วยป้องกันการซ้อมหนักเกินไปได้จริง

บวกกับหน้าจอ AMOLED ที่สวยคมชัด เซ็นเซอร์วัดความดันอากาศที่ให้ข้อมูลระดับความสูงแม่นยำ Garmin Pay ที่สะดวกเวลาแวะซื้อของระหว่างวิ่ง และฟีเจอร์ LiveTrack กับระบบความปลอดภัยที่อุ่นใจสำหรับคนที่วิ่งคนเดียว

รีวิว Forerunner 170 Music

ในการ รีวิว Forerunner 170 Music ผมลองในการวิ่งในเมืองแทนการวิ่งในสวน โดยพื้นที่วิ่งเป็นสวนสาธารณะบริเวณใต้ทางยกระดับ นั่นคือเราจะเจอพื้นที่ๆ มีการถูกบังสัญญาณ GPS พอสมควร ผลที่ได้จากเส้นทาง GPS บันทึกมาคือไม่การเด้งเพี้ยนของตำแหน่ง เส้นทางที่เป็นพื้นที่ขนาดเล็กก็ยังเก็บได้แม่นยำ

รีวิว Forerunner 170 Music

การลองฟังเพลงด้วยการเชื่อมต่อหูฟังแบบ Bluetooth กับตัว Forerunner 170 Music ที่ผมซิงค์กับ Spotify การใช้แนะนำสร้างเพลย์ลิสต์สำหรับการวิ่งและออกกำลังกายเอาไว้ เพื่อสะดวกในการซิงค์และอัปเดตเพลงที่เราอยากฟัง หรือจะใส่พอร์ตแคสที่เอาไว้ฟังเพลินๆ ตอนออกกำลังกายก็ได้

คุณภาพเสียงอยู่ในระดับที่ดีเลยล่ะ แต่ก็เจอปัญหาอยู่บ้าง กับบางสถานการณ์เล่น อยู่ในพื้นที่ๆ มีสัญญาณรบกวนอย่าง สายไฟฟ้าแรงสูง หรือในพื้นที่ชุมชนบางแห่ง จะเกิดอาการสัญญาณเสียงขาดหายไปบ้าง ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการเชื่อมต่อไร้สาย

ส่วนเรื่องของแพลตฟอร์มสำหรับการฟังเพลง สำหรับเราชาวไทย Spotify ถือว่ามีคนใช้เยอะอยู่ครอบคลุมในการใช้งานร่วมกับนาฬิกาได้ ส่วนใครที่ใช้ YouTube Music คาดว่าจะมีการอัปเดตให้ใช้ได้ในอนาคต เพราะรุ่นก่อนๆ หน้านี้สามารถใช้ได้ ส่วนใครไม่ได้ใช้สตรีมมิ่ง จะโหลด MP3 มาฟังเองก็ได้

การได้วิ่งออกกำลังกายโดยที่ไม่ต้องพกโทรศัพท์ หลายคนมองว่าไม่จำเป็น แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการที่วิ่งแล้วมือของเรามีถือของอย่างสมาร์ตโฟนไว้ตลอดเวลา ผลเสียแรกคือเราจะไม่มีสมาธิกับการออกกำลังกาย ต่อมาคือปัญหาสำคัญที่คนไม่ค่อยรู้คือ สมดุลของร่างกายจะไม่เท่ากัน ส่งผลกับการวิ่งระยะยาวอาจจะกระทบกับร่างกายถึงขั้นบาดเจ็บได้

ดังนั้นถ้าอยากวิ่งจริงจัง และโฟกัสได้เต็มที่ เก็บโทรศัพท์ไว้ที่บ้านที่รถ หรือจะหากระเป๋าคาดเอวแบบกระชับแล้วพกไว้อย่างนั้นก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าถือไปวิ่งไปอย่างแน่นอนครับ

ต่อมาเรื่องของการติดตามดูแลสุขภาพตลอดทั้งวัน Garmin ถือเป็นแบรนด์ที่แม่นยำกับข้อมูลนี้มาก และระบบเซ็ตมาเก็บข้อมูลต่างๆ ทั้งการเดิน นั่งนานๆ ออกกำลังกาย ความเครียด รวมไปถึงการนอน ทั้งหมดจะถูกเอามาประเมินพร้อมแจ้งเป็นคำแนะนำให้เราได้อย่างเข้าใจ ว่าควรทำอะไร ปรับปรุงตรงไหน พักผ่อนอย่างไร ถือว่าถ้าใครอยากไว้เป็นตัวช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพก็ทำได้ดีในระดับที่น่าประทับใจ

แน่นอนว่ามีจุดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ อย่างแรกคือ แบตเตอรี่หมดเร็วกว่า Forerunner 70 เล็กน้อยเพราะมีเซ็นเซอร์เพิ่มเข้ามา ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แลกมากับความสามารถที่มากกว่า ไม่มีระบบ Multiband GPS เหมือนรุ่นที่แพงกว่า แต่สำหรับนักวิ่งทั่วไปในไทยไม่ค่อยเป็นปัญหา บริการสตรีมมิงเพลงต้องสมัครแพ็กเกจของแต่ละแพลตฟอร์มแยกต่างหาก และยังไม่มีโหมด Multisport หรือ Triathlon สำหรับนักไตรกีฬาโดยเฉพาะ

รีวิว Forerunner 170 Music

ในส่วนของดีไซน์ ด้วยความเป็นนาฬิกาวิ่งจึงมีความสปอร์ตพอสมควร อาจจะไม่ได้ดูเป้น Everyday look สำหรับบางคนที่บางช่วงเวลาต้องการความเนี้ยบหรือเป็นทางการ

ในราคา 12,490 บาท กับฟีเจอร์ที่ได้มาทั้งหมด โดยเฉพาะการฟังเพลงไร้สายและระบบวางแผนการฝึกซ้อมที่ออกแบบมาเพื่อนักวิ่งมือใหม่โดยเฉพาะ ถือว่าคุ้มค่าสำหรับนักวิ่งที่ต้องการเริ่มต้นอย่างจริงจังและสนุกกับทุกก้าวของการวิ่ง

ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok


เริ่มโปรเจกต์

มีไอเดียซอฟต์แวร์ในใจ? ให้เราช่วยทำให้เกิดขึ้นจริง

นัดคุยฟรี 30 นาที เพื่อประเมิน scope ประเมินราคา และวางแผน timeline ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ