กลับไปหน้ารวมบทความ
TECH

รีวิว Assassin's Creed Black Flag Resynced | รีเมคที่ยกระดับได้ถูกจัด และรักษาของเดิมได้ถูกทาง | GamingDose

08 ก.ค. 2569 · 3 min read via GamingDose
รีวิว Assassin's Creed Black Flag Resynced | รีเมคที่ยกระดับได้ถูกจัด และรักษาของเดิมได้ถูกทาง | GamingDose

ผลงานรีเมคของภราดรนักฆ่าภาคโจรสลัดก็มาถึง แต่มันจะก้าวข้ามภาคต้นฉบับได้รึเปล่า หาคำตอบในรีวิว Assassin's Creed Black Flag Resynced เลย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า Assassin’s Creed IV: Black Flag มีอายุเกือบ 13 ปีแล้ว และหลังจากวันเวลาล่วงเลยมานานขนาดนี้ ท้ายที่สุด ผลงานรีเมคของภาคนี้ก็ถูกพัฒนาและคลอดออกมาจนได้ 

แน่นอนว่าในฐานะคนที่หลงรักภาคต้นฉบับสุดหัวใจ การได้เห็นมันกลับมาในร่างรีเมคก็ถือเป็นเรื่องน่าดีอกดีใจมาก แต่การจะหยิบภาคนี้มารีเมคให้เจ๋งในปี 2026 ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน ท้ายที่สุดแล้ว นี่จะเป็นผลงานรีเมคที่ยอดเยี่ยมสมการรอคอยรึเปล่า แล้วมันจะสามารถก้าวข้ามความยิ่งใหญ่ที่ทำไว้ในภาคต้นฉบับได้ไหม หาคำตอบกันได้ในบทความรีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced นี้เลย

Story – โจรสลัดผู้สวมรอยในคราบนักฆ่า

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

เนื้อหาของเกมนี้จะว่าด้วยเรื่องราวของ Edward Kenway… โจรสลัดหนุ่มคนหนึ่งที่ผจญโชคอยู่ในท้องทะเลมาได้ 3 ปีกว่า แต่อยู่มาวันหนึ่ง เรือที่เขาอยู่ก็ถูกเล่นงานจากศัตรูอย่างหนักจนเขาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แล้วในเหตุการณ์นี้เอง เขาก็ได้พบกับชายสวมฮู้ดปริศนาที่ชื่อ Duncan Walpole

Edward กับ Duncan ได้มาห้ำหั่นกัน แต่ฝ่ายที่ชนะก็หนีไม่พ้น Edward

หลังจากที่เขาได้ค้นตัวของ Duncan เขาก็พบว่าชายผู้นี้คือนักฆ่าจากภาคีมือสังหารที่กำลังนำของสำคัญบางอย่าง ไปส่งให้กับคนกลุ่มหนึ่ง โดยมีเงินรางวัลก้อนใหญ่รอเขาอยู่

พอ Edward รู้อย่างนั้นเข้า เขาก็สวมรอยเป็น Duncan ทันที โดยหวังว่าจะตีเนียนเข้าไปส่งของสำคัญนี้ พร้อมกับรับเงินรางวัลมา อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาเดินทางมาพบกับคนกลุ่มนั้น เขาก็ได้รู้ว่าของสำคัญที่นำมาส่ง คือกุญแจที่เอาไว้ใช้เข้าสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ถูกเรียกว่า Observatory 

มันคือสถานที่ที่ถูกสร้างโดยอารยธรรมโบราณ ซึ่งพลังอำนาจของมันสามารถทำให้ผู้ครอบครองระบุตำแหน่งใครก็ได้ที่อยู่บนโลกใบนี้

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

Edward Kenway ตอนเข้าพบกลุ่มคนที่ Duncan Walpole ตั้งใจเดินทางมาหา

พอรู้เช่นนี้ Edward ก็สนใจเจ้า Observatory นี้ทันที แต่สิ่งที่เขาสนใจนั้นหาใช่เรื่องพลังอำนาจองมันเลย แต่เขาสนใจมูลค่าของมันต่างหาก เขาคิดว่าหากเขาขายสิ่งนี้ให้กับใครซักคนที่ต้องได้ เขาก็จะรวยล้นฟ้าแน่นอน

แต่การจะบรรลุเป้าหมายนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะแม้ตอนนี้จะมีกุญแจในการเข้า Observatory แล้ว แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าตำแหน่งของมันอยู่ตรงจุดไหนของโลกใบนี้ เพราะงั้น นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร 

อย่างไรก็ตาม Edward ก็ไม่สนใจว่ามันจะยากแค่ไหน เพราะหากเขาทำสำเร็จและนำสิ่งนี้ไปขายได้ เขาก็จะร่ำรวยมั่งคั่ง และได้ช่วยให้ภรรยากับเขา มีคุณภาพชีวิตที่ดีดั่งฝันตามที่วาดภาพเอาไว้

โดยเบาะแสที่เขาจะใช้หา Observatory นี้นั้น ก็จะอาศัยจากสิ่งที่ได้เรียนรู้จากกลุ่มคนที่ Duncan Walpole ตั้งใจเดินทางมาพบ ซึ่งพวกเขาก็คือเหล่า Templar นั่นเอง

และนี่คือจุดเริ่มต้นการผจญภัยของชายที่ชื่อ Edward Kenway

ตัวละครมากหน้าที่ผ่านการออกแบบมาอย่างน่าสนใจ

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

โครงเรื่องของเกมนี้จะไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ว่ากันตามตรงมันก็คือการเล่าเรื่องตามขนบ “การตามหาสมบัติ” ตามสไตล์หนังโจรสลัด ที่เราทุกคนก็น่าจะคุ้นเคยกันดี แต่สิ่งที่ทำให้มันมีความพิเศษขึ้นมา ก็คือเรื่องราวยิบย่อยมากมายที่ตัวละคร Edward เข้าไปเจอระหว่างทางนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นมิตรสหาย ศัตรูแต่ละฝักฝ่าย สถานที่ใหม่ ๆ ที่เขาไม่เคยไปมาก่อน รวมไปถึงปมปัญหายิบย่อยที่ถูกโยนเพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้เราตื่นเต้นกับเรื่องราวตรงหน้าอยู่ตลอด

สิ่งที่ผู้เขียนต้องชื่นชมอย่างมากก็คือการออกแบบตัวละครในเกมที่ทำออกมาได้โดดเด่นดีทีเดียว ตัวละครแต่ละตัวจะมีอุปนิสัย สไตล์การแต่งตัว และอุดมการณ์ของตัวเองที่ชัดเจนมาก ซึ่งพอองค์ประกอบเหล่านี้มันชัด ตัวละครที่แวดล้อมอยู่รอบ Edward ก็เลยโดดเด่น ไม่แพ้ตัวเอกอย่าง Edward เลย

แต่จุดที่น่าเสียดายมากก็คือวิธีการเล่าเรื่องในช่วงต้น มันแทบจะไม่เอื้อให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครพวกนี้เลย ซึ่งปัญหาหลักของเรื่องนี้นั้น เกิดมาจากการเล่าเรื่อง “แบบข้ามเวลา” หรือก็คือการใช้ timeskip ที่ถี่เอาการมาก ๆ

Timeskip ที่ถี่เกินจนทำให้การเล่าเรื่องช่วงต้นมีปัญหา

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

เรื่องราวในช่วงองก์แรกของ Assassin’s Creed Black Flag Resynced (รวมไปถึงภาคต้นฉบับ) จะมีช่วงที่ข้ามเวลาบ่อยมาก บางครั้งก็ข้ามเวลา 1 เดือน บางครั้งก็ข้ามเวลา 3 เดือน และบางครั้งก็อาจนานเกือบ 1 ปีเลย

แน่นอนว่าการใช้ timeskip ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมันก็เป็นเทคนิคการเล่าเรื่องที่มีประโยชน์มาก แต่พอรูปแบบการเล่าลักษณะนี้มันถูกนำมาใช้ “ถี่” ตั้งแต่ช่วงองค์แรกที่เป็นช่วงที่เราทำความรู้จักตัวละครอยู่ เราก็เลยแทบไม่มีเวลาได้รู้จักพวกเขาจริง ๆ เพราะพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่าง Edward กับพวกเขาเกือบทั้งหมด ได้ถูกเล่าอยู่นอกจอ พอเป็นเช่นนี้ เราก็ผูกพันกับตัวละครเหล่านี้ได้ยาก

ซึ่งท้ายที่สุด มันส่งปัญหาไปถึงเนื้อหาในช่วงกลางถึงท้ายเรื่องด้วย เพราะความสัมพันธ์ตัวละครคือหนึ่งในอาวุธที่จะถูกหยิบมาสานต่อและขยี้ในภายหลัง แต่พอเราไม่ได้ผูกพันกับพวกเขามาก โมเมนต์สำคัญในเรื่องก็เลยไม่ได้อิมแพคเท่าที่ควร

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

โฉมหน้าชัด ๆ ของ Black Beard

ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะโมเมนต์สำคัญเหล่านี้มันผ่านการจับวางมาได้ถูกจังหวะทุกครั้งเลย ทำให้มันมีความอิมแพคในตัวเองสูงอยู่แล้วระดับหนึ่ง ต่อให้เราจะไม่ได้ผูกพันกับตัวละครมาก โมเมนต์พวกนี้ ก็ยังดีเยี่ยมอยู่ แค่มันจะยอดเยี่ยมกว่านี้ขึ้นเยอะหากเนื้อหาก่อนหน้าสามารถบิ้วท์อัพความผูกพันระหว่างเรากับตัวละครรอบตัวได้ดีกว่าที่เป็นอยู่

แล้วปัญหาอีกจุดหนึ่งที่เกี่ยวกับการเล่าเรื่อง ที่ทีแรกผู้เขียนก็ไม่คิดว่ามันจะกลายมาเป็นปัญหา ก็คือการที่ภาครีเมคได้มีการตัดเนื้อเรื่องของเหตุการณ์ปัจจุบันออกไปนั่นเอง

ตัวผ่อนจังหวะการเล่าเรื่องที่หายไป

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

ย้อนไปตอนที่ผู้เขียนทราบว่าภาครีเมคจะตัดเนื้อเรื่องเหตุการณ์ปัจจุบันออก บอกตามตรงว่าผู้เขียนค่อนข้างเห็นด้วยกับทางเลือกนี้ เนื่องจากเหตุการณ์ปัจจุบันในภาคต้นฉบับ มันไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ อีกทั้งยังไม่มีตัวละครโฟกัสหลักด้วย

เทียบกับยุค Desmond Miles ก็คือคนละเกรดกันเลย เพราะงั้น สู้ตัดมันทิ้งไปแล้วเอาแรงไปลงกับอย่างอื่นก็น่าจะเวิร์คกว่า

แต่พอได้มาเล่นจริง ผลปรากฏว่า การไม่มีเนื้อเรื่องปัจจุบันก็ส่งผลเสียให้กับการเล่าเรื่องโดยรวมเหมือนกัน เพราะมันทำให้เรื่องราวเหตุการณ์ในอดีตแทบไม่มีจังหวะพักหายใจเลย 

ด้วยความที่เนื้อเรื่องช่วงองก์แรกกับองก์สองตอนต้นของภาค Black Flag จะมีจังหวะการเล่าที่ค่อนข้างเร็ว บวกกับการใช้ timeskip ถี่ที่ก็ยิ่งทำให้เร็วขึ้นไปอีก

แต่ในภาคต้นฉบับ ความเร็วในการเล่านี้มันยัง “ไม่ข้ามเส้นเกินพอดี” เพราะมันได้เหตุการณ์ปัจจุบันมาแทรกเพื่อช่วยผ่อนจังหวะการเล่า

แต่พอภาครีเมคไม่มีเหตุการณ์ปัจจุบัน ตัวช่วยผ่อนจังหวะก็เลยหายไป จากที่ยังไม่ข้ามเส้น ทีนี้การเล่าเรื่องช่วงต้น ก็เลยออกมาเร็วจี๊เลย

อย่างไรก็ตาม แม้เนื้อเรื่องจะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ตัวละคร กับจังหวะการเล่าในช่วงแรกที่เร็วเกินพอดีไปเยอะ แต่โชคดีตรงที่เกมค่อนข้างแม่นเรื่องการโยนประเด็นใหม่ กับการวางปมปัญหาใหม่มาก

ทุกครั้งที่มีประเด็นกับปัญหาใหม่เข้ามา มันก็มาได้ถูกจังหวะเสมอ เพราะงั้น ในเชิงของความเพลิดเพลิน ความตื่นเต้น กับความน่าติดตามก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์น่าประทับใจทีเดียว

เนื้อเรื่ององก์ 3 สุดตราตรึงที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเก่า

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

องก์ 3 ของเกมนี้นั้นถือว่าทำออกมาดุเดือดน่าติดตามจนไม่อาจจะวางจอยลงได้เลย ถ้าวัดกันแค่องก์ 3 อย่างเดียว ส่วนตัวแล้วผู้เขียนยกให้องก์ 3 ของ Black Flag Resynced เป็นองก์ 3 ที่ดีที่สุดของเกม Assassin’s Creed เลย

จากภาคต้นฉบับที่ก็ดีเด่นมาแต่เดิมอยู่แล้ว พอภาครีเมคได้เพิ่มเนื้อเรื่องช่วงท้ายเข้าไปด้วย ทำให้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ของตัวละคร Edward และตัวละครอื่น บวกกับมีการขยายความบางเหตุการณ์เพิ่มเข้าไป องก์ 3 ที่ก็ดีอยู่แล้ว ก็เลยกลายเป็นสมบูรณ์แบบทันที

ส่วนตัวเอกอย่าง Edward ก็เป็น “เดอะแบก” ของเรื่องราวเหมือนกัน เป็นตัวละครเอกที่มีเสน่ห์และผ่านการเขียนบทมาดีจริง เอาคนเล่นได้อยู่หมัดตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนจะหลงรักตัวละครนี้มาก

Presentation – ยกระดับสิ่งดีงามจากของเก่า และใส่ของใหม่เพิ่มเข้าไป

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

โจทย์สำคัญของ Assassin’s Creed Black Flag Resynced ก็คือ “จะรักษามาตรฐานของเกมนี้ และนำเสนอมันออกมายังไงให้ออกมาเจ๋งในปี 2026?” ซึ่งเขาก็ตีโจทย์นี้ได้แตกด้วย

แนวทางการนำเสนอของเกมนี้คือการหยิบอะไรก็ตามที่เป็นเอกลักษณ์ หรือเป็นจุดเด่นของภาคต้นฉบับ มายกระดับ แล้วปรับให้มันร่วมสมัยยิ่งขึ้น ที่เห็นได้ชัดอย่างแรกก็คืองานภาพ

ความงดงามของโลกในเกมคือแรงจูงใจที่ทำให้อยากสำรวจ

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

ย้อนไปในภาคต้นฉบับ เกม Assassin’s Creed IV: Black Flag ถือเป็นเกมที่ภาพสวยล้ำยุคสำหรับปี 2013 มาก ทั้งแสงเงา รายละเอียดพื้นผิว และฟิสิกส์ของระบบน้ำทะเลล้วนตระการตาไปหมด พอมาในภาครีเมค เขาก็ไม่ลืมลายเซ็นของตัวเองในจุดนี้ คุณภาพของงานภาพก็เลยถูกรังสรรค์ออกมาแบบจัดเต็ม ดันทุกอย่างงดงามสุดปรอทหมด

แล้วยิ่งในฉบับรีเมคได้มีการปรับความเข้มข้นของโทนสีให้สดอิ่มขึ้น ความงามตรงหน้าก็เลยยิ่งเด่นชัดมาก หันไปทางไหนก็ชวนให้อ้าปากค้างได้ตลอด ยิ่งในส่วนของฉากบนท้องทะเลก็คืองดงามจนพูดไม่ออกจริง ๆ

สิ่งที่ผู้เขียนชอบมากคือความสวยงามของโลกในเกมมันถูกหยิบมาใช้ให้เป็นแรงจูงใจในการอยากสำรวจ

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

ด้วยความที่สถานที่แต่ละแห่งในเกมจะมีความหลากหลายค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของสถาปัตยกรรม หรือสภาพแวดล้อมก็ตาม ซึ่งพอสถานที่ทั้งใหญ่และเล็กทั่วทั้งแผนที่มันมีรายละเอียดที่งดงามต่างกันออกไป เราก็จะอยากสำรวจและอยากไปเห็นมันกับตาให้ครบทุกซอกหลืบ

ซึ่งนี่ก็เป็นความรู้สึกที่แปลกดีเหมือนกัน

ปกติเวลาที่ผู้เขียนเล่นเกม Open-world… ความอยากสำรวจส่วนใหญ่ มักจะมาจากความต้องการที่อยากจะหาของมาอัพเกรดตัวละคร แต่ใน Assassin’s Creed Black Flag Resynced ผู้เขียนอยากสำรวจเพราะแค่อยากจะสำรวจโลกจริง ๆ

แน่นอนว่าการฟาร์มของก็ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญอยู่ แต่เครดิตส่วนใหญ่ก็ต้องยกให้ความงดงามของโลกที่เชื้อเชิญให้เราอยากทำเช่นนั้น

แล้วนอกเหนือจากเรื่องงานภาพและรายละเอียดโลกในเกมแล้ว องค์ประกอบด้านเกมเพลย์ ก็ถูกยกระดับขึ้นมาด้วยเช่นกัน

เกมเพลย์ที่ถูกยกระดับขึ้นมาให้ร่วมสมัย

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

องค์ประกอบด้านเกมการเล่นที่ถูกยกระดับขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดก็คือการขับเรือต่อสู้ทางทะเล และระบบคอมแบ็ตนั่นเอง

อย่างเกมเพลย์บนทะเลก็จะให้ความรู้สึกในการเล่นที่ดีขึ้นมาก อีกทั้งแสงสีเสียงก็จัดเต็มขึ้นกว่าเก่า เล่นสนุกขึ้นกว่าเดิม ส่วนคอมแบ็ตการต่อสู้ก็ถูกตีความใหม่ยกแผง ซึ่งผู้เขียนจะขอเก็บเรื่องเรือและคอมแบ็ตไปขยายความให้อ่านเต็ม ๆ ในหัวข้อเกมเพลย์ เนื่องจากมันมีรายละเอียดยิบย่อยเยอะมาก

อย่างไรก็ตาม เกมมันก็ไม่ได้หยิบแค่ของในภาคต้นฉบับมาพัฒนาต่อยอดอย่างเดียว แต่ก็มีการใส่ของใหม่เข้ามาเพิ่มด้วย หนึ่งในนั้นก็คือการเพิ่มสมาชิกลูกเรือคนใหม่

ซึ่งก็จะมีทั้งหมด 3 คนด้วยกันคือ Lucy Baldwin, The Padre, และ Tobias “Deadman” Smith

โดยทั้ง 3 ตัวละครนี้จะมีเควสเนื้อเรื่องและปมปัญหาเป็นของตัวเอง ซึ่งคนที่จะต้องเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขาก็คือ Edward Kenway

หากจะเทียบแบบเข้าใจง่าย ๆ บทบาทของ Edward ก็คือ Lufy ในอนิเมะเรื่อง One Piece ดี ๆ นี่เอง

ในเชิงของคอนเซปต์ การเพิ่มตัวละคร 3 ตัวนี้เข้ามาก็น่าจะช่วยให้คณะเรือ Jackdaw มีมิติและมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นมามาก แต่พอได้มาเล่นจริงแล้ว ผู้เขียนกลับพบว่ามันไม่ได้ดีเด่นตามที่หวังไว้เท่าไหร่

คณะลูกเรือใหม่ที่ดูน่าสนใจ แต่ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

ปัญหาใหญ่ข้อแรกเกี่ยวกับเหล่าตัวละครใหม่ทั้ง 3 ตัวนี้ก็คือ เควสของแต่ละตัวละครมันมีความยาวที่สั้นมาก เฉลี่ยแล้วตกที่ตัวละประมาณ 1 ชั่วโมง

และสิ่งที่ยิ่งชวนให้รู้สึกผิดหวังก็คือเนื้อหาของเควสที่เชยเหลือเกิน ทั้งที่ดีไซน์กับภูมิหลังของ 3 ตัวละคร นี้มันออกแบบมาได้น่าสนใจมาก แต่เนื้อหาที่นำเสนอออกมากลับธรรมดาจนน่าเสียดาย

ซ้ำร้าย ธีมหลักของเควส 3 ตัวละครนี้ดันเป็นเรื่อง “แก้แค้น” เหมือนกันเสียหมดเลย จนผู้เขียนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทีมงานไม่มีประเด็นหรือเรื่องอื่นที่อยากจะเล่าแล้วหรือ

  • Lucy ต้องล้างแค้นให้คุณปู่
  • The Padre ต้องล้างแค้นคนที่มาทำลายหมู่บ้านของเขา
  • Tobias “Deadman” Smith ต้องล้างแค้นพวกทหารอังกฤษที่จับเขามาเป็นทาส

มากไปกว่านั้น หลังจากเล่นเควส 3 ตัวละครนี้จบแล้ว พวกเขาก็จะเหมือนกับหายไปจากสารระบบทันที เนื่องจากเกมไม่ได้เขียนพวกเขาให้เข้าไปมีบทในเนื้อเรื่องหลักด้วย ด้วยสาเหตุนี้เอง เราก็เลยแทบจะไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ไปพร้อมกับเรา

อีกทั้งบทบาทของพวกเขาบนเรือก็น้อยนิดจนน่าตกใจ ทีแรกผู้เขียนคาดหวังว่าอย่างน้อย เราจะได้เห็น 3 ตัวละครนี้เม้าท์มอยกับ Edward ไประหว่างสำรวจทะเลในช่วง free-roam แต่มันก็ดันมีน้อยมาก

ท้ายที่สุด Lucy, The Padre กับ Tobias “Deadman” Smith ก็เลยแทบจะเป็นเหมือนกับลูกเรือธรรมดาที่ทาสกินใหม่เฉย ๆ เพราะพวกเขาแทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรกับเราเลย

ถือเป็นคอนเทนต์ใหม่ในภาครีเมคที่ผู้เขียนรู้สึกเสียดายของอย่างมาก เพราะถ้าหากมันผ่านการขลัดเกลามาได้ละเมียดละไมกว่านี้ มันจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้บรรยากาศการเล่นของเราบันเทิงและน่าสนใจขึ้นมากทีเดียว

โชคดีที่คอนเทนต์ใหม่อื่น ๆ อย่างเควสเสริม Black Beard กับเควส Rifts มันทำออกมาดี

Gameplay – คอมแบ็ตที่ตีความใหม่ แต่ยังสนุกเร้าใจเหมือนดั่งเคย

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

องค์ประกอบของเกมเพลย์ที่ถูกเปลี่ยนไปจากเดิมแบบยกแผงในภาครีเมคก็คือ “ระบบคอมแบ็ต” นั่นเอง จากเดิมที่ในภาคต้นฉบับนั้น จะถูกนำเสนอออกมาในสไตล์ของ freeflow combat คล้ายกับเกมซีรี่ส์ Batman Arkham แต่ในภาครีเมคนี้ การต่อสู้จะถูกนำเสนอในสไตล์แทคติคอลแทน

มีความท้าทายในการกะจังหวะเข้าทำและตั้งรับมากขึ้น พร้อมกับปรับท่วงท่าการต่อสู้ให้หนักแน่นและดุดันกว่าเดิม

ซึ่งสำหรับการเปลี่ยนแปลงในจุดนี้ หากคุณชื่นชอบความลื่นไหลของ freeflow combat ในภาคต้นฉบับ คุณก็อาจจะไม่ชินไม้ชินมือกับคอมแบ็ตในภาครีเมคเสียเท่าไหร่ ยิ่งในส่วนของการเข้าทำศัตรูในภาคนี้นั้น ตัวละครของเราจะไม่พุ่งตัวไปตีศัตรูให้เลย แต่จะกวาดแขนไปตีในระยะใกล้เท่านั้น ทำให้ความรู้สึกในการเล่นดูไม่ไหลลื่นและขัดใจบ้าง

อย่างตัวผู้เขียนเองก็รู้สึกไม่สนิทกับร่างกายตัวเองเท่าไหร่เวลาที่ได้จับคอมแบ็ตของเกมนี้ในช่วง 3-4 ชั่วโมงแรก อย่างไรก็ตาม พอเริ่มจับทางสไตล์การเล่น และปรับตัวได้ระดับหนึ่งแล้ว คอมแบ็ตของมันก็สนุกและดุเดือดใช้ได้เลย

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

การใช้ตะขอดึงศัตรูมาหาเรา

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือคอมแบ็ตฉบับใหม่นี้มันเพิ่มมิติให้กับการต่อสู้พอสมควร เพราะเราจะไม่ได้มีทางเลือกในการสู้แค่การโจมตีปกติและโจมตีหนักอย่างเดียว แต่เรายังใช้ตะขอกระชากศัตรูมาหาเราได้ด้วย อีกทั้งยังถีบศัตรูและเตะตัดขาศัตรูได้

หากเราถีบศัตรูไปโดนกับสิ่งกีดขวางอะไรก็ตาม หลอดป้องกันของมันจะลดลงจนหมด แล้วเปิดโอกาสให้เราเข้าไป takedown ปลิดชีพได้ทันที ส่วนการเตะตัดขา หากเราใช้ได้ถูกจังหวะ ศัตรูจะล้มลงและสามารถถูกเรา takedown ได้ทันทีเช่นกัน ส่วนอาวุธปืนของ Edward ก็ยังมีให้ใช้เหมือนเดิม

การมีลูกเล่นที่เยอะแยะแบบนี้ได้ช่วยให้ท่วงท่าการต่อสู้ของเรามีความหลากหลายและมีทางเลือกขึ้นมาก ที่สำคัญคือ ด้วยความที่ศัตรูในเกมนี้ค่อนข้างที่จะสู้ยากกว่าเดิม มันก็ยิ่งเอื้อให้เราต้องงัดทุกท่วงท่ามาใช้ ต่างจากภาคต้นฉบับที่เราก็แค่กดโจมตีกับ counterattack รัว ๆ ก็สามารถจบทุกศึกได้แบบชิว ๆ ตลอดทั้งเกมแล้ว

พูดถึงเรื่อง counterattack… นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของภาครีเมคเหมือนกัน

จากการกด counterattack สู่การกะจังหวะกด perfect parry

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

ใครที่เคยเล่น Assassin’s Creed ยุคแรกเริ่มมาก่อนก็น่าจดจำวลี “counter กู้โลก” กันได้ทุกคน เพราะระบบ counterattack ในยุคนั้น ถือเป็นระบบที่ทรงพลังเกินพิกัดหรือ overpowered อย่างมาก แค่กด counterattack อย่างเดียวก็ปราบศัตรูเป็นโขยงได้แบบไม่เหงื่อไม่ออก

แม้ระบบ counterattack ของ Assassin’s Creed ในตอนนั้นจะถูกออกแบบมาได้ลื่นไหลและเท่เอาการมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งนี้ได้ไปลดทอนมิติของเกมการเล่นไม่น้อยอยู่เหมือนกัน ท้ายที่สุด ภาครีเมคจึงตัดสินใจตัดระบบนี้ออก แล้วแทนที่มันด้วยระบบ parry หรือการปัดป้องแทน

แล้วหากคุณกด parry ได้ถูกจังหวะเป๊ะ ๆ มันจะเป็นการกด perfect parry ซึ่งจะทำลายเกราะป้องกันศัตรูจนหมด และทำให้เราสามารถพุ่งเข้าไป takedown ได้ทันที นอกจากนี้ การทำเช่นนั้นสำเร็จจะทำให้เราสามารถพุ่งไป takedown ศัตรูตัวอื่นต่อเนื่องได้ด้วย โดยจะทำได้ต่อเนื่องกี่ตัวนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของดาบเรา

หากลองพิจารณาดูดี ๆ แล้ว การนำเสนอระบบ parry ในลักษณะนี้ก็คือการเอา “counter กู้โลก” มาตีความใหม่ด้วยการใส่ความท้าทายเพิ่มเข้าไปนั่นเอง จากแต่ก่อนที่เราก็แค่รอกด counter ที่ก็กดติดง่ายมาก คราวนี้เราต้องคอยสังเกตจังหวะการตีของศัตรูแต่ละประเภทให้ดี และก็ต้องคอยกด parry ให้เป๊ะเพื่อทำ perfect parry ได้

ซึ่งหากคุณทำสิ่งนี้ได้คล่องมือจนเซียนแล้ว คุณจะได้ takedown เด็ดหัวศัตรูรัว ๆ ไม่ต่างจากตอนกด counter กู้โลกเลย เพียงแต่ว่าในครั้งนี้ มันอาศัยความสามารถเราขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ อีกจุดที่ต้องชมก็คืออนิเมชั่นท่วงท่าการ takedown ของ Edward นั้น ถูกออกแบบมาได้หนักแน่น ครีเอทีฟ และเท่มาก ทำให้เราจะรู้สึกฟินและสะใจทุกครั้งที่ได้กด takedown ศัตรูในระหว่างคอมแบ็ต

ส่วนระบบการลอบเร้นในเกมนี้ ก็สนุกอย่างที่เกม Assassin’s Creed ควรจะเป็นเสียที

ความสนุกของเกมเพลย์ Stealth ในแบบที่เราหลงรัก

ระบบลอบเร้นในเกมนี้จะถูกออกแบบมาเหมือนกับในยุคคลาสสิกของเกม Assassin’s Creed เลย เพิ่มเติมคือมีการนำระบบจากภาคหลังใส่เพิ่มเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกด Observe เพื่อตามหาเป้าหมายหรือวัตถุในฉาก รวมไปถึงการกดย่อได้อย่างอิสระ ซึ่งช่วยให้เรามีการเคลื่อนไหวที่ไหลลื่นยิ่งขึ้นกว่าต้นฉบับมาก

นอกจากนี้ ด้วยความที่ศัตรูในภาคนี้มันมีความท้าทายขึ้นมาก การเผชิญหน้ากับกองทหารซึ่ง ๆ หน้าเป็นโขยงก็เลยเป็นตัวเลือกที่ไม่ฉลาดนัก เพราะงั้น นี่จึงเป็นปัจจัยที่สร้างแรงจูงใจให้เราอยาก Stealth ได้อย่างดี แล้วด้วยความที่การพาคัวร์ในภาคนี้มันทำออกมาไหลลื่นมาก ประสบการณ์โลดโผนโจนทะยานและลัดเลาะไปตามฉากเพื่อจัดการศัตรู ก็เลยออกมาสนุกมือสุด ๆ

การต่อสู้ด้วยเรือที่ออกแบบมาอย่าง Cinematic และเร้าใจ

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

ว่ากันตามตรง เกมเพลย์การต่อสู้ด้วยเรือของ Black Flag Resynced ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากภาคต้นฉบับเลย เพียงแต่มันถูกยกระดับคุณภาพเรื่องของแสงสีเสียงให้ยอดเยี่ยมขึ้น กระหึ่มขึ้น และหวือหวาขึ้นกว่าเก่าแบบยิ่งยวด

แล้วระบบฟิสิกส์และการจำลองน้ำก็ออกแบบมาได้ล้ำจนน่าทึ่งมาก ถึงขั้นที่ว่าเรือแต่ละขนาดและกระสุนปืนแต่ละชนิด จะมีปฏิกิริยาตอบสนองกับผืนน้ำแตกต่างกันออกไปอย่างสมจริง อีกทั้งสภาพของท้องทะเลเองก็จะผันแปรไปตามสภาพภูมิอากาศด้วย เพราะแบบนี้ ฉากการปะทะกันบนท้องทะเลจึงออกมาน่าตื่นตาตื่นใจและมีความเป็นภาพยนตร์สูงลิ่วเลย

ทำให้ตลอดช่วงเวลาที่ได้เล่นเกมนี้ไปหลักหลายสิบชั่วโมงจนจบเกม ผู้เขียนไม่เคยรู้สึกเบื่อกับเกมเพลย์บนท้องทะเลแม้แต่นิดเดียว ทั้งยังรู้สึกว้าวกับมันอยู่ตลอด

อย่างไรก็ตาม ระบบต่อสู้ด้วยเรือก็มีการใส่ของใหม่เข้ามาด้วย หนึ่งในนั้นก็คือโหมดการยิงแบบ Heated Shot ที่จะทำดาเมจศัตรูอย่างรุนแรงและรวดเร็ว แลกกับระยะการยิงที่สั้นลง 

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

การยิงด้วยโหมด Heated Shot

และของใหม่อีกอย่างหนึ่งก็คือความสามารถพิเศษต่าง ๆ ของเรือ Jackdaw ที่ได้มาจากตัวละคร Lucy Baldwin, The Padre และ Tobias “Deadman” Smith นั่นเอง โดยความสามารถเหล่านี้จะช่วยให้เพิ่มแนวทางในการเอาตัวรอดและการเข้าทำศัตรูเพิ่มขึ้น

  • Lucy Baldwin: หากกดก้มตัวตั้งรับเรือศัตรูได้ถูกจังหวะ ดาเมจที่ได้รับจนลดลงอย่างมาก
  • The Padre: พุ่งทะยานไปชนเรือศัตรูเพื่อสร้างดาเมจรุนแรง
  • Tobias “Deadman” Smith: เพิ่มการยิงกระสุนปืนใหญ่ด้านข้างอีกชุดหนึ่งต่อเนื่องหลังยิงชุดแรกเสร็จ

การเพิ่มโหมดการยิงใหม่กับความสามารถพิเศษเหล่านี้เข้ามาก็ได้ช่วยให้เกมเพลย์มีความหลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่ออัพเกรดเรือไปไกลจนทรงพลังระดับหนึ่งแล้ว ความหลากหลายตรงจุดนี้ก็จะไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ เพราะอาศัยแค่การยิงปืนใหญ่อย่างเดียว เราก็กำจัดศัตรูได้ง่ายเแล้ว

แถมพอเรือเราเริ่มถึกสุด ๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้การยิงโหมดปกติเพื่อรักษาระยะห่างศัตรูอีกต่อไป แต่เราสามารถนั่งน้ำลายยืด แล้วยิงด้วย Heated Shot อย่างเดียวแบบไม่ต้องเกรงกลัวอะไรได้เลย

โชคดีที่กว่าจะถึงจุดนั้น ก็ต้องใช้เวลาในการฟาร์มของอัพเกรดเรืออยู่พักใหญ่ เพราะงั้น เราก็จะได้มีเวลาจมอยู่กับระบบเรือที่หลากหลายตรงนี้จนเต็มอิ่มแล้ว

แผนที่ที่อุดมไปด้วยกิจกรรมมากมายให้เลือกเล่น

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

ขนาดของแผนที่ในเกมนี้จะเท่ากับภาคต้นฉบับ แต่จะมีการเพิ่มความลึกและรายละเอียดในแผนที่เข้าไป มีสถานที่ให้เราเข้าไปสำรวจเยอะขึ้น อีกทั้งผู้เล่นยังไม่ต้องคอยโหลดฉากในบางจุดเหมือนในภาคต้นฉบับแล้ว แต่จะสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้แบบไร้รอยต่อเลย

กิจกรรมในเกมก็มีให้เล่นเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น

  • ภารกิจยึดป้อมศัตรูเพื่อเก็บทรัพยากรชุดใหญ่ พร้อมกับเปิดพื้นที่ในบริเวณดังกล่าว 
  • ภารกิจตามสังหารเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือกองเรือ เพื่อรับเงินรางวัล
  • ระบบส่งเรือไปบุกเรือศัตรูหรือค้าขายแลกเปลี่ยนเพื่อเก็บทรัพยากร
  • การเก็บไอเท็มต่าง ๆ ในแผนที่
  • การตามหาสมบัติทั้งบนบกและใต้ท้องทะเล
  • การล่าสัตว์เพื่อนำหนังมาอัพเกรดอาวุธและเครื่องไม้เครื่องมือของ Edward
  • การอัพเกรดฐาน

ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้ล้วนมีความเพลินเพลินและดูดวิญญาณพอสมควร หากคุณเป็นคนที่ชอบสำรวจและชอบเถลไถลจากเนื้อเรื่องหลักไปทำอย่างอื่นเวลาเล่นเกม Open-world คุณจะได้จมอยู่กับเกมนี้อย่างต่ำก็ 40 ชั่วโมงเลย

แล้วก็อย่างที่ได้เล่าไปในหัวข้อ Presentation… ความงดงามของโลกในเกมนี้มันเชื้อเชิญให้ผู้เล่นอยากสำรวจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะงั้น การที่กิจกรรมต่าง ๆ ของมันก็ยังเพลิดเพลินและผ่านการออกแบบมาอย่างดีด้วย ก็ช่วยให้เรายิ่งสนุกกับการสำรวจขึ้นไปอีก

แม้ว่าบางกิจกรรมจะเริ่มซ้ำซากจำเจเมื่อเล่นไปได้หลักสิบชั่วโมง แต่ในภาพรวมก็ถือว่าน่าประทับใจและดีพอจนเต็มอิ่มแล้ว

Performance – งานภาพตระการตาและลื่นไหล แต่ยังมีบั๊กให้เห็นบ้าง

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

ผู้เขียนเล่น Assassins’ Creed Black Flag Resynced บนเครื่อง PlayStation 5 Pro โดยเล่นในโหมด Performance ซึ่งคุณภาพของกราฟิกที่ได้ก็ถือว่ารีดศักยภาพของรุ่น Pro มาได้อย่างสุดปรอทจริง ๆ

ดีเทลพื้นผิว แสง สี เงา และเงาสะท้อนได้ผ่านการขัดเกลามาอย่างดีในตัวเกมบนเครื่องนี้ ทั้งยังสามารถรักษาเฟรมเรตไว้ได้ที่ 60 เฟรมอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด

ส่วนความละเอียดของภาพนั้นก็แทบจะดูไม่ออกเลยว่านี่คือภาพที่ได้จากการอัพสเกล อีกทั้งรายละเอียดของพื้นผิวในระยะไกลก็คมชัดมาก เนื่องจากตัวเกมใช้เทคนิคการเรนเดอร์ภาพแบบ micropolygon rendering 

อย่างไรก็ตาม แม้งานภาพและประสิทธิภาพการรันตัวเกมจะลื่นไหลไม่มีปัญหา แต่เกมก็ยังมีบั๊กให้เห็นอยู่บ้าง

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนเจอเควสที่เกิดปัญหาบางอย่าง ทำให้ไม่สามารถเดินหน้าเควสต่อได้ จนต้องโหลดไฟล์เซฟใหม่เพื่อแก้ปัญหา และในบางครั้ง ระบบฟิสิกส์ในเกมก็เกิดอาการอ๊อง ๆ อยู่เหมือนกัน เช่น กดถีบศัตรูแล้วศัตรูตัวสะบัด หรือขับเรือชนศัตรูแล้วเรือศัตรูบิดไปอีกทาง 

โชคดีที่บั๊กพวกนี้มีให้เห็นรวมกันเพียง 3-4 ครั้งเห็นจะได้ ซึ่งก็ถือว่าน้อยมาก เพราะงั้น Performance โดยรวมบน PS5 Pro ก็ถือว่ายอดเยี่ยมน่าประทับใจเลย

รีเมคที่ยกระดับได้ถูกจุด และรักษาของเก่าได้ถูกทาง

รีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced

ว่ากันตามตรง Assassin’s Creed Black Flag Resynced คือผลงานรีเมคที่เน้นการต่อยอดจากสิ่งดีงามที่มีอยู่แล้ว พร้อมกับอัดของใหม่เข้าไป ไม่ใช่ผลงานรีเมคประเภทที่ยกเครื่องทุกสิ่งอย่างใหม่หมด แบบที่ผู้คนจำนวนหนึ่งมองว่าเกมรีเมคควรจะเป็น 

แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า Black Flag Resynced เป็นเกมรีเมคที่ไม่สมชื่อรีเมค หรือเป็นเกมรีเมคที่ไม่ดีเลย เพราะทุกการตัดสินใจว่าจะเก็บอะไรและยกระดับจุดไหนบ้าง มันผ่านการคิดทบทวนและผ่านการออกแบบมาดีมาก ทำให้ผู้เล่นที่เคยได้สัมผัสภาคต้นฉบับมาก่อน ก็ยังคงได้ลิ้มรสเอกลักษณ์ที่พวกเขาหลงรักกัน และในขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกสดใหม่ไปกับเกมด้วย

ยิ่งเล่นก็ยิ่งรู้สึกได้ชัดเจนขึ้นว่า “นี่ไม่ใช่เกมเดิม แต่เป็นเกมใหม่ที่ดีกว่าเดิมในทุกด้าน”

ส่วนใครที่ไม่ได้จับเกมต้นฉบับมาก่อน การได้มาผจญโลกใน Black Flag ฉบับรีเมคก็ถือเป็นการประเดิมที่เข้าท่าและได้จังหวะเวลาที่สุดแล้ว

ถ้าคุณชอบเกมแอ็กชั่น Open-world ที่เล่นได้สนุกเพลิดเพลินจนลืมเวลา ทั้งยังอยากสัมผัสผลงานผจญภัยธีมโจรสลัดที่น่าจดจำ ณ เวลานี้ก็คงไม่มีเกมไหนที่จะตราตรึงไปกว่า Assassin’s Creed Black Flag Resynced แล้ว


เริ่มโปรเจกต์

มีไอเดียซอฟต์แวร์ในใจ? ให้เราช่วยทำให้เกิดขึ้นจริง

นัดคุยฟรี 30 นาที เพื่อประเมิน scope ประเมินราคา และวางแผน timeline ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ