ASEAN Roundup มาเลเซียปิดประตูตายห้ามนำเข้ารถ EV ราคาประหยัดสำเร็จรูปจากจีน - ThaiPublica

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 28 มิถุนายน-4 กรกฎาคม 2569 มาเลเซียปิดประตูตายไม่รับรถ EV ราคาประหยัดจากจีน EFTA -เวียดนามลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี GDP เวียดนามไตรมาส 2 โตพุ่ง 8.39% ผู้นำสั่งดันเศรษฐกิจโตไม่ต่ำกว่า 10% สิงคโปร์ทะยานติดอันดับ Top 5 ศูนย์กลางทางการเงินของโลก เศรษฐีเงินล้า
ASEAN Roundup ประจำวันที่ 28 มิถุนายน-4 กรกฎาคม 2569
- มาเลเซียปิดประตูตายไม่รับรถ EV ราคาประหยัดจากจีน
- EFTA -เวียดนามลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี
- GDP เวียดนามไตรมาส 2 โตพุ่ง 8.39% ผู้นำสั่งดันเศรษฐกิจโตไม่ต่ำกว่า 10%
- สิงคโปร์ทะยานติดอันดับ Top 5 ศูนย์กลางทางการเงินของโลก
- เศรษฐีเงินล้านสิงคโปร์เพิ่มขึ้นกว่า 5 พันคนปี 2025
- ครอบครัวสิงคโปร์มีรายได้ต่อเดือน พุ่งเกือบเท่าตัวในรอบ 5 ปี
- เวียดนาม-สิงคโปร์ เปิดตัวบริการชำระเงินผ่าน QR Code ข้ามพรมแดน
มาเลเซียปิดประตูตายห้ามนำเข้ารถ EV ราคาประหยัดสำเร็จรูปจากจีน

มาเลเซียได้บังคับใช้เกณฑ์การนำเข้าที่เข้มงวดฉบับใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปนำเข้าทั้งคัน ซึ่งมาตรการดังกล่าวส่งผลเป็นการบล็อกรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นประหยัดจากผู้ผลิตชั้นนำของจีน รวมถึงค่ายบีวายดี (BYD) ไม่ให้สามารถเข้ามาทำตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ กฎระเบียบนำเข้าฉบับใหม่เปิดทางให้ผ่านได้เฉพาะรุ่นพรีเมียมเท่านั้น
เว็บไซต์ The Star มาเลเซีย รายงานข่าวระบุว่า กฎระเบียบใหม่ในการควบคุมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นำเข้าทั้งคัน ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วนั้น คาดว่าจะยังไม่ส่งผลให้ราคารถปรับตัวสูงขึ้นในทันที แต่จะค่อยๆ ทำให้ตัวเลือกในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าราคาเข้าถึงได้ลดน้อยลง ก่อนที่ขีดความสามารถในการประกอบรถยนต์ภายในประเทศจะจัดตั้งขึ้นได้อย่างเต็มรูปแบบ
ภายใต้นโยบายใหม่ที่นำเสนอโดยกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม มาเลเซียกำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) รายใหม่ทั้งหมดที่มาถึงมาเลเซียตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป จะต้องมีมูลค่าต้นทุน ค่าประกันภัย และค่าขนส่ง (CIF) ขั้นต่ำที่ 200,000 ริงกิต และต้องมีกำลังขับเคลื่อนขั้นต่ำ 180 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 245 แรงม้า อย่างไรก็ตาม รถยนต์ที่มาถึงประเทศแล้ว รวมถึงรถที่จอดอยู่ที่ท่าเรือท้องถิ่นหรืออยู่ระหว่างการขนส่งก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม จะยังคงสามารถจำหน่ายภายใต้กรอบการทำงานเดิมได้จนกว่าสินค้าในคลังจะหมดลง ซึ่งช่วยจำกัดผลกระทบระยะสั้นต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้าที่ประกอบภายในประเทศ (CKD) จะยังคงได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2027
แม้นโยบายควบคุมรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจะมีผลบังคับใช้ แต่ผลกระทบในภาคปฏิบัติจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากสินค้าในคลังเดิมและตู้สินค้าที่ได้รับอนุมัติแล้วยังคงจำหน่ายได้ตามปกติ แองเจลีน ฉิน(Angeline Chin) นักวิเคราะห์ จาก TA Researchคาดการณ์ว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นในช่วง 3 ถึง 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า CBU (Completely Built Up รถยนต์ที่ผลิตและประกอบเสร็จสมบูรณ์ทั้งคันมาจากต่างประเทศ แล้วนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยทั้งคัน) ราคาประหยัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับสินค้าคงคลังและแผนการตั้งโรงงานผลิตของแต่ละแบรนด์
โดยผู้บริโภคจะไม่เผชิญกับการหยุดชะงักครั้งใหญ่ในระยะสั้น แต่อาจมีตัวเลือกรุ่นรถที่จำกัดลงหากบางแบรนด์ชะลอการเปลี่ยนผ่านไปสู่การประกอบในประเทศ (Completely Knocked Down หมายถึง รถยนต์ที่นำเข้าชิ้นส่วนต่างๆ มาแยกประกอบเป็นคันในประเทศ โดยมีสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่า 40%) จากการตรวจสอบกับศูนย์บริการของ BYD ซึ่งเป็นผู้เล่นรถยนต์ไฟฟ้าต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศ พบว่าราคารถยนต์จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง และคาดว่าสินค้าในคลังที่มีอยู่จะรองรับการขายไปได้จนถึงเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน
แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับกฎระเบียบการนำเข้าที่เข้มงวดขึ้น แต่ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในมาเลเซียยังคงแข็งแกร่ง โดยยอดจดทะเบียนในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 พุ่งทะยานเกิน 25,000 คัน ซึ่งเติบโตเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ดี ตลาดมาเลเซียยังคงมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนแบบในภูมิภาค ส่งผลให้การประหยัดต่อขนาด (Economies of scale) และศักยภาพในการส่งออก ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ผลิตระดับโลกนำมาพิจารณาในการลงทุนประกอบรถยนต์ในท้องถิ่น
ในมุมมองของฉิน นโยบายนี้ถือเป็นการสนับสนุนผู้เล่นในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งชาติและวาระการเพิ่มสัดส่วนการผลิตในประเทศ แต่อาจทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าชะลอตัวลงในระยะสั้น หากตัวเลือกรถนำคันราคาประหยัดลดลงก่อนที่โรงงานประกอบในประเทศจะมีกำลังการผลิตที่เพียงพอ ส่วนในระยะยาว ผลกระทบน่าจะอยู่ในระดับที่จัดการได้ หากรุ่นที่ประกอบในประเทศสามารถรักษาราคาและข้อเสนอผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ นโยบายนี้จึงถือเป็นความประนีประนอมที่สมเหตุสมผล เพราะยังเปิดโอกาสให้รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าระดับพรีเมียมเข้ามาในมาเลเซียได้ ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้รุ่นราคาประหยัดหันมาประกอบในประเทศมากขึ้น
วัน มุสตาคิม วัน อับดุล อาซิส นักวิเคราะห์จาก Kenanga Research ระบุว่า นโยบายนี้เริ่มเห็นผลลัพธ์แล้ว เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์หลายรายได้เริ่มแผนการผลิตในท้องถิ่น โดยแบรนด์รถยนต์หลายค่าย รวมถึง Xpeng, MG และ GWM ได้เริ่มดำเนินแผนการผลิตในประเทศผ่านการเป็นพันธมิตรกับบริษัทรับจ้างประกอบรถยนต์อย่าง EP Manufacturing Bhd ในรัฐมะละกา ขณะที่ค่าย TQ Wuling ได้จับมือกับ Tan Chong Motor Holdings Bhd ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมได้ตอบรับต่อการขับเคลื่อนนี้แล้ว แม้การเปิดรับรถยนต์ไฟฟ้าอาจชะลอตัวลงในปีนี้เนื่องจากผู้ผลิตอยู่ระหว่างการเร่งกำลังการผลิตในประเทศ และอาจทำให้การส่งมอบรถล่าช้าออกไป แต่เมื่อผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างเต็มที่แล้ว คาดว่ายอดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้งในปีหน้า
ทางด้าน ดาโต๊ะ เดนนิส ฉั่ว(Dennis Chuah) ประธานสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งมาเลเซีย กล่าวว่า นโยบายนี้ช่วยให้ทิศทางของอุตสาหกรรมมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดีที่นโยบายนี้มีผลบังคับใช้เพราะทำให้บริษัทต่างๆ สามารถวางแผนธุรกิจได้ดีกว่าปล่อยให้เป็นสถานการณ์ที่ไม่มีกำหนดเกณฑ์ตายตัว จนใครก็สามารถนำเข้ารถยนต์เข้ามาและเปิดขายได้อย่างง่ายดาย แม้ผู้บริโภคอาจต้องเผชิญกับตัวเลือกรุ่นรถที่น้อยลง แต่นโยบายนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่การผลิตในท้องถิ่น รวมถึงยกระดับการสนับสนุนหลังการขายให้ดีขึ้น ซึ่งการมีรุ่นรถให้เลือกน้อยลงแต่ได้รับการดูแลที่ดี ย่อมดีกว่าการมีรุ่นรถจำนวนมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอะไหล่และการบริการหลังการขาย
EFTA -เวียดนามลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี

สมาคมการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Association:EFTA) ซึ่งมีสวิตเซอร์แลนด์เป็นหนึ่งในสมาชิก และประเทศเวียดนาม ได้ร่วมกันลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่ ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างระบุว่าเป็นข้อตกลงที่ “ตั้งเป้าไว้สูง” ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งมีการประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี( 2 มิถุนายน 2569) ณ กรุงเรคยาวิก ประเทศไอซ์แลนด์ มีเป้าหมายเพื่อขจัดภาษีศุลกากรและอำนวยความสะดวกทางการค้า
กระทรวงเศรษฐกิจ การศึกษา และการวิจัยแห่งสหพันธ์สวิตเซอร์แลนด์ ( Federal Department of Economic Affairs, Education and Research:EAER) ระบุว่า ข้อตกลงนี้ถือเป็นเอกสารที่มีความทันสมัยและครอบคลุมทุกด้าน โดยครอบคลุมพื้นที่หลากหลายประการ รวมถึงการค้าสินค้าและบริการ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า การลงทุน สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ
นายกี ปาร์เมอแล็ง (Guy Parmelin) ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจด้วย เป็นตัวแทนของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในการหารือระดับรัฐมนตรีครั้งนี้ โดยการเจรจาสำหรับข้อตกลงนี้ได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งในเดือนกันยายน 2025 ณ นครเจนีวา และมีการเจรจาร่วมกันทั้งหมด 5 รอบ
นายเอสเพน บาร์ธ ไอเด (Espen Barth Eide) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ ในฐานะโฆษกของ EFTA สำหรับการเจรจาครั้งนี้ ได้แสดงความยินดีต่อข้อตกลงดังกล่าว โดยกล่าวว่า “ในยุคที่มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นทั่วโลก การกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางการค้าที่ไว้วางใจได้ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าที่เคย” พร้อมทั้งแสดง “ความเชื่อมั่นว่าข้อตกลงระหว่าง EFTA และเวียดนามจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ให้กับภาคธุรกิจ”
ทั้งนี้ รัฐสมาชิกทั้ง 4 ประเทศของ EFTA ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์
ทางด้าน นายเหงียน ซิน เญิต เติน (Nguyen Sinh Nhat Tan) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสนธิสัญญาฉบับนี้ที่มีต่อประเทศของเขา
“ข้อตกลงนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจที่มีจุดแข็งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างมาก” นายเหงียน ซิน เญิต เตินกล่าว พร้อมกับเน้นย้ำถึงบทบาทของกลุ่มประเทศ EFTA ในฐานะ “ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการเงิน” และบทบาทของเวียดนามในฐานะ “หนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนได้อย่างคล่องตัวและมีชีวิตชีวาที่สุดในเอเชีย” ในมุมมองของ นายเหงียน ซิน เญิต เติน ข้อตกลงนี้ “จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่มีความมั่นคง โปร่งใส และคาดการณ์ได้”
การค้าระหว่างสองฝ่าย (ทวิภาคี) ระหว่างกลุ่มประเทศ EFTA และเวียดนามเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี 2025 มูลค่าการค้าแตะระดับ 4.8 พันล้านยูโร (หรือ 4.4 พันล้านฟรังก์สวิส) ซึ่งเวียดนามเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามูลค่า 2.5 พันล้านยูโร เมื่อเทียบกับ 0.5 พันล้านยูโรในช่วงสิบปีก่อนหน้านั้น ทั้งนี้ ตัวเลขของสวิตเซอร์แลนด์นี้ยังไม่รวมการค้าทองคำ
สินค้าหลักที่กลุ่มประเทศ EFTA ส่งออกไปยังเวียดนามในปี 2025 ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า ปลา ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงเครื่องจักรกล ในทางกลับกัน สินค้านำเข้าที่สำคัญที่สุดจากเวียดนาม ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า รองเท้า และเสื้อผ้าสำเร็จรูป
GDP เวียดนามไตรมาส 2 โตพุ่ง 8.39% ผู้นำสั่งดันเศรษฐกิจโตไม่ต่ำกว่า 10%

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (National Statistics Office:NSO) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของเวียดนามในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ขยายตัวประมาณ 8.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคส่วนหลักทั้งหมดมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าจะยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง
นางเหงียน ถิ เฮือง (Nguyen Thi Huong) ผู้อำนวยการ NSO ได้แถลงข้อมูลเศรษฐกิจและสังคมสำหรับไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 โดยระบุว่า เวียดนามสามารถรักษาการเติบโตในเชิงบวกไว้ได้ในเกือบทุกอุตสาหกรรมและทุกภาคส่วน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ท้าทาย
ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนที่ผ่านมา ภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง ขยายตัว 4.06% โดยมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของมูลค่าเพิ่มรวม (Total Value-added Growth) อยู่ที่ 5.65% ขณะที่ ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง ทำผลงานได้แข็งแกร่งที่สุด โดยเติบโตถึง 10.51% และคิดเป็น 50.07% ของการเติบโตในภาพรวม ส่วน ภาคบริการ เติบโต 7.87% มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ที่ 44.28%
สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 GDP ของเวียดนามเพิ่มขึ้น 8.18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเพิ่มขึ้นจากอัตราการเติบโต 7.63% ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025
ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง เติบโต 3.87% (คิดเป็น 5.66% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม) ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง ขยายตัว 9.81% (คิดเป็น 47.2% ของการเติบโตทั้งหมด) และภาคบริการ เติบโต 8.09% (คิดเป็น 47.14% ของการเติบโตทั้งหมด)
ภาคเกษตรกรรม ยังคงเติบโตอย่างมั่นคง โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่เสถียรและการขยายตัวของตลาดส่งออก มูลค่าเพิ่มของภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 3.57% (คิดเป็น 3.83 จุดเของการเติบโตโดยรวม) ขณะที่ภาคป่าไม้และประมงเติบโต 3.98% และ 4.88% ตามลำดับ
ภาคอุตสาหกรรม ยังคงรักษาแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่ง โดยได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของยอดสั่งซื้อสินค้าส่งออก ปัจจัยเร่งการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น และผลกระทบเชิงบวกจากการลงทุนของภาครัฐ โดยมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 9.86% ในครึ่งปีแรก ซึ่งคิดเป็น 40.35% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งหมด
ภาคการผลิต (Manufacturing) ยังคงเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยขยายตัว 10.23% และมีส่วนช่วยใน การเติบโตภาพรวม 33.07% การผลิตและการจ่ายไฟฟ้า เติบโต 9.34% ส่วนการจัดหาน้ำ การจัดการของเสีย และการบำบัดน้ำเสีย เพิ่มขึ้น 7.72%
ภาคบริการ มีการเติบโตอย่างคึกคักเช่นกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงกิจกรรมทางการค้า การขนส่ง และการท่องเที่ยวที่บานสะพรั่ง อุตสาหกรรมบริการหลักๆ หลายประเภท เช่น การขนส่งและคลังสินค้า การค้าส่งและค้าปลีก บริการที่พักและอาหาร รวมถึงการเงิน การธนาคาร และการประกันภัย ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม
ในครึ่งแรกของปี 2026 โครงสร้าง GDP ของเวียดนามประกอบด้วยภาคบริการ 43.52% ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง 37.66% ภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง 10.61% และภาษีผลิตภัณฑ์หักด้วยเงินอุดหนุน 8.21%
ในด้านอุปสงค์ พบว่า การบริโภคขั้นสุดท้าย (Final Consumption) เพิ่มขึ้น 8.15% เมื่อเทียบกับปีก่อน, การสะสมทุนรวม (Gross Capital Formation) พุ่งขึ้น 15.2%, การส่งออกสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้น 20.18% ขณะที่ การนำเข้า เติบโตขึ้น 26.44%
ผู้นำสูงสุดเวียดนามสั่งทลายคอขวด ตั้งเป้าดัน GDP โตไม่ต่ำกว่า 10%
ด้านเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดี โต เลิม (To Lam) ออกคำสั่งให้เร่งขจัดอุปสรรคและคอขวดต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างน้อย 10% พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคไว้ให้ได้
ผู้นำสูงสุดของเวียดนามได้กล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงฮานอยเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569
ผู้นำเน้นย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องบังคับใช้ “โปรแกรมปฏิบัติการพิเศษ” สำหรับช่วง 6 เดือนที่เหลือของปีนี้ พร้อมทั้งสั่งการให้เสริมสร้างบทบาทนำของจัดการลงทุนภาครัฐ ปลดล็อกการลงทุนจากภาคเอกชน และยกระดับขีดความสามารถของข้าหลวงและผู้ประกอบการในประเทศ
นอกจากนี้ ผู้นำเวียดนามยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพทางอุตสาหกรรมภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น
“การปฏิบัติตามมาตรฐานด้านกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และแรงงาน ถือเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” นายโต เลิม กล่าวเน้นย้ำ
นายโต เลิมระบุอีกว่า จำเป็นต้องมีการจัดตั้งกลไกเตือนภัยล่วงหน้า และให้การสนับสนุนแก่ภาคธุรกิจในการรับมือกับคดีเยียวยาทางการค้า (Trade Remedy) รวมถึงการรับประกันความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์ การปฏิบัติตามมาตรฐานสีเขียว และการป้องกันการฉ้อโกงด้านถิ่นกำเนิดสินค้า
เวียดนามควรความหลากหลายในตลาดส่งออก แหล่งอุปทาน เส้นทางการขนส่ง และพันธมิตรทางการลงทุน ควบคู่ไปกับการพัฒนาตลาดภายในประเทศ
ผู้นำเวียดนามได้เสนอให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก (Priority) กับการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน, วิศวกรรมเครื่องกลและการผลิต, อิเล็กทรอนิกส์, วัสดุใหม่, เทคโนโลยีดิจิทัล, ข้อมูล, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีพลังงาน
ในขณะเดียวกัน ควรให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่นำเข้าเทคโนโลยีขั้นสูง มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับวิสาหกิจของเวียดนาม มีการฝึกอบรมแรงงาน และช่วยอำนวยความสะดวกในการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ผู้นำสูงสุดระบุว่า สิ่งสำคัญยิ่งคือการรับประกันความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร ทรัพยากรน้ำ ข้อมูล และอธิปไตยทางดิจิทัล ควบคู่ไปกับการปรับปรุงสถาบันและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจว่าระบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นแบบสองชั้น (Two-tier local government system) จะดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังได้ย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมการพัฒนาทางวัฒนธรรม สังคม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนทุกคนจะได้รับประโยชน์จากความสำเร็จในการพัฒนาของประเทศ
นายโต เลิม ยังได้ร้องขอให้เดินหน้าเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งปกป้องความมั่นคงทางการเมือง ความสงบเรียบร้อยในสังคม และความปลอดภัยของสาธารณะอย่างเข้มงวด ตลอดจนป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชัน การสิ้นเปลือง และพฤติกรรมเชิงลบอื่น ๆ อย่างเด็ดขาด
สิงคโปร์ทะยานติดอันดับ Top 5 ศูนย์กลางทางการเงินของโลก

ผลการศึกษาจาก New Financial สถาบันคลังสมอง (Think Tank) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ระบุว่า ปัจจุบันสิงคโปร์ก้าวขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 5 ศูนย์กลางทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว หลังจากประสบความสำเร็จในการดึงดูดสินทรัพย์ของธนาคารต่างชาติและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างต่อเนื่อง
นักวิจัยของสถาบันฯ พบว่า สิงคโปร์พุ่งทะยานขึ้นมาจากอันดับที่ 9 ในปี 2015 โดยสามารถแซงหน้าคู่แข่งสำคัญอย่างประเทศจีน และลักเซมเบิร์กซึ่งเป็นศูนย์กลางของกองทุนรวมรายใหญ่ได้สำเร็จ ขณะที่สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฮ่องกง ยังคงรักษาตำแหน่งท็อป 3 ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยวัดจากเครื่องชี้วัดกิจกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ เช่น มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM), สัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ของธนาคารต่างชาติ ตลอดจนการระดมทุนทั้งในภาคเอกชนและภาคสาธารณะ
มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ของสิงคโปร์ พุ่งสูงขึ้นแตะ 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ณ สิ้นปี 2025 โดยสิงคโปร์สามารถดึงดูดกระแสเงินทุนไหลเข้าได้หลายพันล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในภูมิภาคอื่นๆ กระตุ้นให้กลุ่มมหาเศรษฐีหันมาทบทวนและเปลี่ยนสถานที่ในการถือครองสินทรัพย์ของตน
ธนาคารระดับโลกหลายแห่ง รวมถึง เจพีมอร์แกน เชส (JPMorgan Chase) กำลังเดินหน้าขยายธุรกิจในสิงคโปร์เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งจากฐานความมั่งคั่งที่กำลังเติบโตนี้ ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์ก็กำลังร่วมมือกับธนาคารเอกชนต่างๆ เพื่อลดระยะเวลาในการอนุมัติเปิดบัญชีสำหรับกลุ่มลูกค้าผู้มีทรัพย์สินสูงให้เหลือเพียงไม่เกิน 1 เดือน โดยใช้แนวทางประเมินความเสี่ยงที่เหมาะสม (Risk-appropriate approach)
นอกจากสิงคโปร์แล้ว การจัดอันดับของ New Financial ซึ่งมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมทางการเงินข้ามพรมแดนมากกว่าการเงินภายในประเทศ ยังระบุว่า อินเดีย ไอร์แลนด์ และแคนาดา ก็จัดเป็นกลุ่มศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน
เศรษฐีเงินล้านสิงคโปร์เพิ่มขึ้นกว่า 5 พันคนปี 2025

รายงานความมั่งคั่งทั่วโลกประจำปี 2026 (UBS Global Wealth Report 2026) ระบุว่า สิงคโปร์ยังคงเป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่มั่งคั่งที่สุดในโลก โดยความมั่งคั่งเฉลี่ยต่อผู้ใหญ่หนึ่งคนสูงถึง 527,217 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 683,600 ดอลลาร์สิงคโปร์) ส่งผลให้สิงคโปร์รั้งอันดับที่ 6 ของโลก ตามหลังสวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ลักเซมเบิร์ก ฮ่องกง และออสเตรเลีย
จำนวนผู้มีทรัพย์สินระดับเศรษฐีเงินล้านในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในสิงคโปร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 หรือเพิ่มขึ้น 5,240 คน ส่งผลให้ยอดรวมอยู่ที่ 244,000 คน
เมื่อพิจารณาในกลุ่มผู้มีทรัพย์สินมูลค่า 5 ล้านถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลุ่ม 10 ล้านถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พบว่าความมั่งคั่งโดยรวมของบุคคลกลุ่มนี้รวมกันเติบโตร้อยละ 9.4 ขณะที่กลุ่มบุคคลที่มีทรัพย์สินอยู่ในช่วง 50 ล้านถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.6
นอกจากนี้ สินทรัพย์ทางการเงินคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 63.8 ของความมั่งคั่งรวมทั้งหมดในสิงคโปร์
รายงานความมั่งคั่งทั่วโลกจาก UBS ระบุว่า ความมั่งคั่งเฉลี่ยต่อผู้ใหญ่หนึ่งคนในสิงคโปร์พุ่งสูงถึง 527,217 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือ 682,498 ดอลลาร์สิงคโปร์) ในปี 2025 ส่งผลให้รั้งอันดับที่ 6 ของโลก ค่ากลางความมั่งคั่ง (Median Wealth) ต่อผู้ใหญ่หนึ่งคนในสิงคโปร์อยู่ที่ 96,434 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจัดอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก โดยขยับขึ้นมาจากอันดับที่ 18 ในปีก่อนหน้า
ตัวเลขดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2024 ซึ่งในขณะนั้นสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก โดยมีความมั่งคั่งเฉลี่ยต่อผู้ใหญ่หนึ่งคนอยู่ที่ 441,596 ดอลลาร์สหรัฐ
ในปีนี้ สิงคโปร์จัดอยู่ในอันดับตามหลังประเทศกลุ่มเดิม ได้แก่ ออสเตรเลีย (อันดับ 5: 616,306 ดอลลาร์สหรัฐ), ฮ่องกง (อันดับ 4: 648,267 ดอลลาร์สหรัฐ), ลักเซมเบิร์ก (อันดับ 3: 654,732 ดอลลาร์สหรัฐ) และสหรัฐอเมริกา (อันดับ 2: 696,277 ดอลลาร์สหรัฐ)
ในระดับโลก ความมั่งคั่งส่วนบุคคลพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 10.8 ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2025 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบหลายปี และเติบโตแซงหน้าอัตราการขยายตัวร้อยละ 4.6 ในปี 2024 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยหนุนมาจากตลาดหุ้นที่แข็งแกร่ง และการเติบโตของสินทรัพย์ที่ไม่ได้อยู่ในรูปของการเงิน ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับอสังหาริมทรัพย์ สิ่งเหล่านี้ได้ช่วยส่งเสริมงบดุลของครัวเรือนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ปีนี้นับเป็นปีที่สามติดต่อกันที่ความมั่งคั่งส่วนบุคคลปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วเติบโตแซงหน้าการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วไป
ครอบครัวสิงคโปร์มีรายได้ต่อเดือน พุ่งเกือบเท่าตัวในรอบ 5 ปี

สัดส่วนของครอบครัวในสิงคโปร์ที่มีรายได้ต่อเดือนอย่างน้อย 30,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 780,000 บาท) เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2025 มีครัวเรือนราว 1 ใน 7 ที่มีรายได้แตะระดับนี้
ในปี 2025 มีครัวเรือนที่มีถิ่นที่อยู่ถาวร (Resident Households) คิดเป็นร้อยละ 13.4 ที่มีรายได้จากตลาด (Market Income) ต่อเดือนตั้งแต่ 30,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ขึ้นไป ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.4 ในปี 2020
“รายได้จากตลาด” (Market Income) หมายถึง รายได้ที่มาจากทั้งการจ้างงาน และแหล่งรายได้อื่นๆ ที่ไม่ใช่การจ้างงาน เช่น ค่าเช่าและผลกำไรจากการลงทุน
รายงานผลการสำรวจสำมะโนครัวเรือนทั่วไป (General Household Survey) ซึ่งเปิดเผยโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติสิงคโปร์เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2026 ระบุว่า สัดส่วนของครัวเรือนที่มีรายได้พุ่งเกิน 12,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน ได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 38.2 ในปี 2020 เป็นร้อยละ 51.6 ในปี 2025
รายงานความหนา 135 หน้าฉบับนี้ ได้บันทึกภาพรวมของแนวโน้มในด้านต่างๆ เช่น การแต่งงาน รายได้ การศึกษา และการอยู่อาศัย โดยตั้งข้อสังเกตว่า สัดส่วนของครัวเรือนในกลุ่มที่มีรายได้สูงนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่างปี 2020 ถึง 2025 ซึ่งสอดคล้องกับค่ากลางรายได้จากตลาดของครัวเรือนที่สูงขึ้น
ในปี 2025 ค่ากลางรายได้จากตลาดของครัวเรือนสิงคโปร์อยู่ที่ 12,446 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทะลุหลัก 12,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยเติบโตขึ้นจาก 9,099 ดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2020 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 3.2 ต่อปีเมื่อปรับลดผลกระทบจากเงินเฟ้อแล้ว (ซึ่งตัวเลข 12,446 ดอลลาร์สิงคโปร์นี้ ถูกเปิดเผยครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ในรายงานแนวโน้มรายได้ครัวเรือนหลักประจำปี 2025)
รายงานระบุว่า กลุ่มชาติพันธุ์หลักทั้ง 3 กลุ่มในสิงคโปร์ ต่างมีรายได้จากตลาดของครัวเรือนเพิ่มขึ้นจริง (หลังปรับค่าเงินเฟ้อแล้ว) ในช่วงปี 2020 ถึง 2025 โดย:
- ครอบครัวชาวอินเดีย: มีอัตราการเติบโตสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ต่อปี (ค่ากลางรายได้ในปี 2025 อยู่ที่ 13,382 ดอลลาร์สิงคโปร์/เดือน)
- ครอบครัวชาวจีน: เติบโตร้อยละ 3.1 ต่อปี (ค่ากลางรายได้ในปี 2025 อยู่ที่ 12,969 ดอลลาร์สิงคโปร์/เดือน)
- ครอบครัวชาวมาเลย์: เติบโตร้อยละ 2.3 ต่อปี (ค่ากลางรายได้ในปี 2025 อยู่ที่ 8,581 ดอลลาร์สิงคโปร์/เดือน)
การจ้างงานยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัวในสิงคโปร์ โดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 80 ของรายได้ทั้งหมด
ในขณะเดียวกัน ครอบครัวที่ทั้งสามีและภรรยาทำงานนอกบ้านพร้อมกัน (Dual-income families) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2025 คู่สมรสที่เป็นครอบครัวหารายได้สองทาง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 56.6 (จากร้อยละ 52.5 ในปี 2020) ในช่วงเวลาเดียวกัน ครอบครัวที่สามีทำงานหาเลี้ยงเพียงฝ่ายเดียว ลดลงเหลือร้อยละ 21 (จากร้อยละ 24.9 ในปี 2020) ส่วนครอบครัวที่ภรรยาทำงานหาเลี้ยงเพียงฝ่ายเดียว ค่อนข้างคงที่ โดยอยู่ที่ร้อยละ 7.5 (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 7.4 ในปี 2020)
เวียดนาม-สิงคโปร์ เปิดตัวบริการชำระเงินผ่าน QR Code ข้ามพรมแดน

บริการใหม่นี้เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของบริษัทชำระเงินแห่งชาติเวียดนาม (NAPAS) กับกลุ่ม Liquid Group จากสิงคโปร์
เวียดนามและสิงคโปร์ได้เปิดตัวบริการชำระเงินผ่าน QR Code ข้ามพรมแดนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นก้าวใหม่ของการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินดิจิทัลระหว่างสองประเทศ ในขณะที่การท่องเที่ยวและการค้าระหว่างกันยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
บริการใหม่นี้เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของบริษัทชำระเงินแห่งชาติเวียดนาม (NAPAS) เข้ากับกลุ่ม Liquid Group ผู้ให้บริการจากสิงคโปร์ ผู้ใช้งานในสิงคโปร์สามารถชำระเงินได้แล้วด้วยการสแกนรหัส VietQRGlobal ผ่านแอปพลิเคชันชำระเงินบนมือถือที่เข้าร่วมในระบบนิเวศของ Liquid Group ตามร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม และร้านค้าปลีกต่าง ๆ ทั่วเวียดนาม
การทำธุรกรรมจะได้รับการประมวลผลแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบแปลงสกุลเงินอัตโนมัติระหว่างดอลลาร์สิงคโปร์ (SGD) และเงินดองเวียดนาม (VND)
ในช่วงเริ่มต้นของการให้บริการ คาดว่าจะสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้ราว 5 ล้านคน ผ่านเครือข่ายพันธมิตรของ Liquid Group ในสิงคโปร์ โดยมีแผนขยายเพิ่มเติมต่อไปตามการเติบโตของระบบนิเวศดังกล่าว
ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนามระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 10.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสิงคโปร์เป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 178,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.5 ในทางกลับกัน สิงคโปร์ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากเวียดนามกว่า 123,000 คนในช่วงเวลาเดียวกัน
ผลสำรวจของกลุ่มบริษัทท่าอากาศยานชางงี (Changi Airport Group) พบว่า ชาวสิงคโปร์ 3 ใน 5 คนเคยเดินทางมาเยือนเวียดนามแล้ว ขณะที่ร้อยละ 95 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าต้องการกลับมาเยือนอีกครั้ง นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูงที่สุด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในการใช้วิธีการชำระเงินแบบไร้เงินสด


