ย้อน 6 วิกฤตการเงินสหรัฐ จากสงครามกลางเมืองถึงป้องดอลลาร์ ท่ามกลางหนี้ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ | การเงินธนาคาร | LINE TODAY
ย้อน 6 ช่วงวิกฤตในประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลสหรัฐ ต้องคิดวิธีใหม่ระดมทุน ตั้งแต่ขายพันธบัตรให้ประชาชน ตรึงบอนด์ยีลด์ ไปจนถึงออกหนี้สกุลต่างประเทศ วันที่ 2 กันย...
ย้อน 6 ช่วงวิกฤตในประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลสหรัฐ ต้องคิดวิธีใหม่ระดมทุน ตั้งแต่ขายพันธบัตรให้ประชาชน ตรึงบอนด์ยีลด์ ไปจนถึงออกหนี้สกุลต่างประเทศ
วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 12.11 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการคลังของสหรัฐกำลังเพิ่มสูงขึ้น หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่หนี้สาธารณะของประเทศทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางคำถามว่ารัฐบาลวอชิงตันจะรับมือกับภาระการระดมทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างไร
Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า สหรัฐสามารถอาศัยการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อรัฐบาลไม่สามารถพึ่งพาฐานนักลงทุน เครื่องมือทางการเงิน และสภาวะตลาดแบบเดิมได้ สหรัฐมักหันไปคิดค้นวิธีการใหม่เพื่อระดมเงินเข้าสู่ภาครัฐ
Reuters ย้อนดู 6 ช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญความท้าทายด้านการจัดหาเงินทุน และวิธีที่วอชิงตันใช้เพื่อฝ่าวิกฤต
1. สงครามกลางเมือง: สร้างนักลงทุนกลุ่มใหม่
สงครามกลางเมืองสหรัฐ ทำให้รัฐบาลกลางต้องกู้เงินในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยหนี้ของรัฐบาลกลางเพิ่มจากประมาณ 65 ล้านดอลลาร์ในปี 1860 เป็นราว 2.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 1865 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบเท่าตัวในแต่ละปีตลอดช่วงดังกล่าว
เพื่อรองรับการออกพันธบัตรจำนวนมหาศาล รัฐบาลออกกฎหมาย National Banking Acts ซึ่งกำหนดให้ธนาคารที่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลกลางต้องนำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาเป็นหลักประกันสำหรับเงินตราที่ธนาคารออก ถือเป็นการสร้างฐานผู้ซื้อพันธบัตรกลุ่มใหม่ขึ้นมาโดยตรง
ขณะเดียวกัน Jay Cooke นักการเงินชื่อดังในยุคนั้น ได้ช่วยขยายตลาดพันธบัตรไปยังประชาชนทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายธนาคาร ตัวแทนย่อย การโฆษณา และการรณรงค์ด้วยกระแสรักชาติ
หนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญคือพันธบัตร five-twenties ดอกเบี้ย 6% ซึ่งรัฐบาลสามารถไถ่ถอนได้หลัง 5 ปี และครบกำหนดใน 20 ปี รวมถึงตั๋วเงิน 7-30 อายุ 3 ปี ที่ให้ผลตอบแทน 7.30% การรณรงค์ดังกล่าวช่วยเปลี่ยนหนี้รัฐบาลกลางให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนสำหรับประชาชนทั่วไป
2. วิกฤตทองคำปี 1895: เรียก Wall Street เข้าช่วย
เดือนกุมภาพันธ์ 1895 สหรัฐเผชิญทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอย การไหลออกของทองคำ และความวิตกว่ารัฐบาลอาจหันไปใช้มาตรฐานเงิน ส่งผลให้ทองคำสำรองของกระทรวงการคลังลดลงเหลือเพียง 41.3 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าระดับ 100 ล้านดอลลาร์ที่ถือเป็นเกณฑ์สำคัญทางการเมืองอย่างมาก
ในเวลานั้นสหรัฐยังไม่มีธนาคารกลาง ประธานาธิบดี Grover Cleveland จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากนักการเงินเอกชน J.P. Morgan และ August Belmont Jr. ให้จัดตั้งกลุ่มนักลงทุนเพื่อจัดหาทองคำมากกว่า 65 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนหนึ่งนำเข้ามาจากยุโรป พร้อมช่วยสกัดการถอนทองคำเพิ่มเติม
เพื่อแลกกับความช่วยเหลือดังกล่าว กลุ่มนักลงทุนได้รับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ดอกเบี้ย 4% มูลค่าประมาณ 62 ล้านดอลลาร์
แม้ข้อตกลงช่วยรักษาเสถียรภาพของทองคำสำรอง แต่ก็ทำให้ Morgan และ Belmont กลายเป็นสัญลักษณ์ของอิทธิพล Wall Street ที่มีต่อนโยบายรัฐบาล และยิ่งกระตุ้นกระแสต่อต้านชนชั้นการเงินในเวลานั้น
3. สงครามโลกครั้งที่ 2: ระดมเงินจากประชาชน-ตรึงบอนด์ยีลด์
การระดมทุนเพื่อทำสงครามโลกครั้งที่ 2 มีโจทย์สำคัญสองด้าน คือ รัฐบาลต้องสามารถกู้เงินได้ในต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันก็ต้องลดการใช้จ่ายของประชาชนเพื่อควบคุมแรงกดดันเงินเฟ้อ
รัฐบาลจึงหันมาใช้ “War Bonds” หรือพันธบัตรสงคราม โดยเปิดโครงการให้ประชาชนซื้อพันธบัตรผ่านการหักเงินเดือนโดยสมัครใจ ภายในเดือนมิถุนายน 1943 มีชาวอเมริกันประมาณ 27 ล้านคนซื้อพันธบัตรผ่านช่องทางดังกล่าวเป็นประจำ และเมื่อสงครามสิ้นสุด War Bonds สามารถระดมเงินรองรับหนี้จากสงครามได้ประมาณครึ่งหนึ่ง
ธนาคารกลางสหรัฐยังเข้ามาช่วยสนับสนุนการระดมทุนของกระทรวงการคลัง โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 1942 ได้ตรึงอัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังไว้ที่ 0.375% และจำกัดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวไว้ที่ประมาณ 2.5% ผ่านการซื้อหลักทรัพย์ในตลาด
มาตรการดังกล่าวช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลอยู่ในระดับต่ำ แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ หลังสงครามสิ้นสุดและมาตรการควบคุมราคาถูกยกเลิก เงินเฟ้อที่ถูกกดเอาไว้ก็พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง จนไม่สามารถรักษานโยบายตรึงผลตอบแทนพันธบัตรต่อไปได้ และนำไปสู่ข้อตกลง Treasury–Fed Accord ในเดือนมีนาคม 1951
4. Operation Twist: กดดอกเบี้ยยาว-พยุงดอลลาร์
ช่วงต้นทศวรรษ 1960 ปริมาณเงินดอลลาร์ที่ต่างชาติถือครองเพิ่มขึ้นเร็วกว่าทองคำสำรองของสหรัฐ จนสร้างความกังวลต่อความสามารถในการแลกดอลลาร์เป็นทองคำ
รัฐบาลสหรัฐต้องการสกัดเงินทุนไหลออกโดยไม่ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว จึงนำมาตรการที่เรียกว่า Operation Twist มาใช้
ภายใต้นโยบายดังกล่าว เฟดขายพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและซื้อพันธบัตรระยะยาว เพื่อดันอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นให้สูงขึ้นสำหรับช่วยพยุงเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกันก็กดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อสนับสนุนการลงทุน
กระทรวงการคลังยังเสริมมาตรการด้วย Roosa Bonds ซึ่งเป็นพันธบัตรที่ออกเป็นสกุลเงินต่างประเทศและขายให้ธนาคารกลางต่างชาติ เพื่อลดความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของดอลลาร์
ต่อมา Operation Twist ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในช่วงปี 2011–2012 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2007–2009
5. ทศวรรษ 1970: ปล่อยตลาดกำหนดราคาพันธบัตร
ก่อนต้นทศวรรษ 1970 กระทรวงการคลังสหรัฐขายพันธบัตรโดยกำหนดเงื่อนไขและราคาไว้ล่วงหน้า แต่เงินเฟ้อและความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ทำให้ระบบดังกล่าวมีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะรัฐบาลอาจต้องจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนสูงเกินความจำเป็น หรือประเมินความต้องการของตลาดผิดพลาด
กระทรวงการคลังจึงเริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบประมูลพันธบัตรที่มีคูปองในปี 1970 โดยช่วงแรกยังกำหนดอัตราคูปองไว้ แต่เปิดให้นักลงทุนเสนอราคาแข่งขันกัน
ภายในกลางปี 1973 ระบบประมูลได้เข้ามาแทนที่วิธีขายพันธบัตรแบบกำหนดราคาล่วงหน้าสำหรับพันธบัตรประเภท Notes และ Bonds และในปี 1974 กระทรวงการคลังเริ่มใช้การประมูลโดยอิงอัตราผลตอบแทนสำหรับหลักทรัพย์บางประเภท ทำให้ผลการประมูลเป็นตัวกำหนดทั้งราคาและอัตราคูปอง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นการส่งบทบาทในการค้นหาราคาที่เหมาะสมให้กับนักลงทุน และกลายเป็นรากฐานของตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในปัจจุบัน
6. ปี 1978: ออกพันธบัตรสกุลต่างประเทศป้องดอลลาร์
เงินดอลลาร์กลับมาเผชิญแรงกดดันอย่างหนักอีกครั้งในปี 1978 ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดี Jimmy Carter ต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อปกป้องค่าเงิน รวมถึงการออกตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐที่กำหนดมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1978 Carter ประกาศโครงการพยุงเงินดอลลาร์ร่วมกับเยอรมนีตะวันตก ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ โดยระดมทรัพยากรในรูปเงินตราต่างประเทศมูลค่ารวมสูงสุดเทียบเท่าประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้แทรกแซงตลาดเงิน
มาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการขยายวงเงิน Swap Line การเบิกใช้เงินสำรองของสหรัฐฯ ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF การขายสิทธิพิเศษถอนเงิน หรือ SDR และการกู้เงินสกุลต่างประเทศ
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญ คือCarter Bonds ซึ่งออกเป็นสกุลมาร์กเยอรมันและฟรังก์สวิส และจำหน่ายในตลาดเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ เงินตราต่างประเทศที่ระดมได้สามารถนำมาใช้ซื้อดอลลาร์ในตลาดเพื่อช่วยพยุงค่าเงินสหรัฐฯ
บทเรียนจากทั้ง 6 เหตุการณ์สะท้อนว่า เมื่อสหรัฐเผชิญข้อจำกัดในการระดมทุนด้วยวิธีปกติ สหรัฐเคยเลือกใช้แนวทางที่แตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่สร้างฐานผู้ซื้อพันธบัตรใหม่ ดึงประชาชนและ Wall Street เข้ามาช่วย ตรึงผลตอบแทนพันธบัตร ปรับโครงสร้างอัตราดอกเบี้ย เปลี่ยนระบบการขายพันธบัตร ไปจนถึงออกหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศ
ประวัติศาสตร์เหล่านี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในเวลาที่ภาระหนี้ของสหรัฐทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวอยู่ในระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ซึ่งกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถของรัฐบาลในการจัดหาเงินทุนในอนาคต
อ้างอิง : www.reuters.com