นายกฯ อนุทิน ประกาศยุทธศาสตร์ “Thailand’s Offer to the World” บนเวที Bangkok Business Summit 2026 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 เสาหลัก เทคโนโลยี-กรีน-สูงวัย-พันธมิตรเปิดกว้าง ชูจุดยืนเป็นกลางดึงเม็ดเงินข้ามขั้ว ปักหมุดเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ต.ค. นี้ พร้อมลุยล้างกฎหมายล้าสมัย 7,000 ฉบับรับมาตรฐาน OECD

วันที่ 3 กันยายน 2569 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงวิสัยทัศน์ผ่านปาฐกถาพิเศษในงาน The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN หัวข้อ “Thailand’s Offer to the World” เพื่อประกาศความพร้อมและศักยภาพของประเทศในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในยุคระเบียบเศรษฐกิจใหม่
การแสดงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ฉายภาพให้เห็นถึงจุดยืนของประเทศไทยท่ามกลาง 3 ตัวแปรสำคัญที่กำลังพลิกโฉมโลก ได้แก่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
โดยรัฐบาลเน้นย้ำว่า สำหรับประเทศไทยแล้ว “การหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่มีอยู่ในสมการ” คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการปรับตัว แต่เป็นการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านอย่างเต็มกำลัง เพื่อพลิกความท้าทายจากกระแสการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลก (Fragmented Economy) ให้กลายเป็นโอกาส โดยไทยเลือกที่จะปฏิเสธการโดดเดี่ยวตัวเอง และใช้จุดแข็งด้านการเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับพันธมิตรทุกฝ่ายอย่างเปิดกว้าง
กางพิมพ์เขียว 4 เสาหลัก
พลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อนาคต
นายอนุทินกล่าวต่อว่า เพื่อรองรับภูมิทัศน์เศรษฐกิจใหม่ ประเทศไทยได้วางแนวทางการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ผ่าน 4 เสาหลักแห่งการเปลี่ยนผ่าน (Four Economic Pillars) ประกอบด้วย
- การกระชับพันธมิตรทางเศรษฐกิจแบบเปิดกว้าง (Economic Partnership): การเร่งขยายและกระชับโครงข่ายความร่วมมือทางการค้าและการผลิตข้ามภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก
- การยกระดับปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีขั้นสูง (AI & Advanced Technology): การขยับบทบาทจากเพียง “ผู้ใช้งาน” สู่การเป็นผู้พัฒนาและสร้างสรรค์องค์ความรู้ภายในประเทศ มุ่งเสริมศักยภาพแรงงานไทย เพิ่มผลิตภาพให้ผู้ประกอบการ SMEs และขับเคลื่อนนวัตกรรมเชิงลึก
- การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition): การเปลี่ยนกรอบความคิดด้านสภาพภูมิอากาศจากภาระต้นทุนให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสีเขียวระดับโลก (Climate Finance) ผลักดันพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น และการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ
- การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอายุวัฒนะ (Longevity Economy): การพลิกมุมมองต่อสังคมสูงวัยให้กลายเป็นขุมพลังทางเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนให้ประชากรมีสุขภาวะและทักษะที่พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศตลอดช่วงชีวิต ตลอดจนเปิดน่านน้ำธุรกิจการแพทย์ บริการสุขภาพ (Wellness) และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู
นอกจากนี้ หมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความพร้อมของไทย คือการได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ณ กรุงเทพมหานคร ในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งไทยจะไม่เป็นเพียงสถานที่จัดการประชุมบนแผนที่โลกเท่านั้น แต่จะใช้เวทีนี้ในการนำเสนอคุณค่าและข้อเสนอที่จับต้องได้ของประเทศต่อนักลงทุนทั่วโลก
โดย “Thailand’s Offer” ได้รวบรวมข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่หาได้ยากไว้หลายมิติ ทั้งรากฐาน คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเดิมที่เข้มแข็ง อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และการแพทย์ ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่นและแรงงานฝีมือรองรับอย่างสมบูรณ์ ผนวกกับ ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ใจกลางเอเชียแผ่นดินใหญ่ที่เชื่อมโยงผู้บริโภคนับพันล้านคน

ยิ่งไปกว่านั้น ในบริบทที่โลกมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จุดยืนความเป็นกลางและความเปิดกว้าง ของไทยที่พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก ได้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจอันล้ำค่า ประกอบกับการบูรณาการข้ามอุตสาหกรรมอย่างลงตัว เช่น การผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการผลิตขั้นสูง การเกษตรสู่เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาดที่พร้อมรองรับ Data Center ตลอดจนคุณภาพชีวิตและระบบสาธารณสุขระดับมาตรฐานโลกที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดบุคลากรชั้นนำจากทั่วโลก
ในด้านการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ รัฐบาลได้ประกาศความมุ่งมั่นในการสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ “ง่ายขึ้นและคาดเดาได้” (Easier and more predictable) ผ่านการตัดสินใจที่รวดเร็ว โปร่งใส และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัย
ไฮไลต์สำคัญ คือ การเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งนำมาสู่การทบทวนและยกเลิกกฎระเบียบ ข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจมากกว่า 7,000 ฉบับ เพื่อลดภาระและต้นทุนของภาคเอกชน พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ
“รัฐบาลระบุว่า ประเทศไทยในปัจจุบันพร้อมก้าวข้ามบทบาทของการเป็นเพียง ฐานการผลิต หรือ ตลาดรองรับสินค้า สู่การเป็น พันธมิตรคู่คิด ทางยุทธศาสตร์ โดยมุ่งหวังให้เม็ดเงินลงทุนใหม่เข้ามาผสานพลังกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ทั้งการยกระดับผู้ผลิตท้องถิ่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะแรงงานไทย เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างทุนระดับโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”

