"เนสท์เล่" จ่อขายแบรนด์วิตามิน อาหารเสริม 3.2 หมื่นล้าน

รอยเตอร์ รายงานว่า Nestlé กลุ่มธุรกิจอาหารรายใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์ ตกลงขายธุรกิจวิตามิน แร่ธาตุ และอาหารเสริมในตลาดทั่วไป ให้แก่ Yellow Wood Partners บริษัทไพรเวตอิควิตี
รอยเตอร์ รายงานว่า Nestlé กลุ่มธุรกิจอาหารรายใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์ ตกลงขายธุรกิจวิตามิน แร่ธาตุ และอาหารเสริมในตลาดทั่วไป ให้แก่ Yellow Wood Partners บริษัทไพรเวตอิควิตีจากสหรัฐฯ ด้วยมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 32,000 ล้านบาท
ข้อตกลงครั้งนี้ครอบคลุมแบรนด์ทั้งหมด 7 แบรนด์ เช่น Nature’s Bounty, Osteo Bi-Flex, Ester-C รวมถึงธุรกิจผลิตอาหารเสริมภายใต้แบรนด์ของผู้ค้าปลีกในสหรัฐฯ ตลอดจนโรงงาน บรรจุภัณฑ์ คลังสินค้า และเครือข่ายจัดจำหน่ายที่เกี่ยวข้อง
Nestlé ระบุว่า กลุ่มธุรกิจที่ขายออกไปสร้างยอดขายรวม 1,200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 38,000 ล้านบาทในปี 2025 โดยคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในครึ่งแรกของปี 2027 หลังได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
การขายกิจการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ปรับพอร์ตภายใต้การบริหารของ Philipp Navratil ซึ่งรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nestlé มาแล้วหนึ่งปี โดยบริษัทต้องการจัดสรรเงินทุนและทรัพยากรไปยังธุรกิจที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า
ก่อนหน้านี้ Nestlé ลดการถือครองโดยตรงในธุรกิจไอศกรีมและน้ำดื่ม ผ่านการจัดตั้งกิจการร่วมค้า เพื่อทำให้โครงสร้างธุรกิจกระชับและเร่งการเติบโต แนวทางนี้คล้ายกับบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่อย่าง Unilever และ Reckitt ที่ทยอยขายแบรนด์ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจหลักออกจากพอร์ต
Nestlé เคยซื้อหลายแบรนด์ในข้อตกลงมูลค่า 5,750 ล้านดอลลาร์จาก The Bountiful Company เมื่อปี 2021 รวมถึง Nature’s Bounty อย่างไรก็ตาม ราคาขาย 1,000 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบตรงกับมูลค่าการซื้อเดิม เนื่องจาก Nestlé ไม่ได้ขายทรัพย์สินทั้งหมดที่ซื้อมาในครั้งนั้น
บริษัทจะยังเก็บ Solgar ซึ่งเป็นแบรนด์อาหารเสริมระดับพรีเมียมไว้ในพอร์ต สะท้อนว่า Nestlé ไม่ได้ถอนตัวจากตลาดวิตามินและอาหารเสริม แต่กำลังลดบทบาทในตลาดสินค้าทั่วไป ซึ่งแข่งขันกันสูงด้านราคา และหันไปเน้นสินค้าพรีเมียมที่ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน สามารถสร้างความแตกต่างและทำกำไรได้สูงกว่า
ด้าน Yellow Wood Partners มีแผนนำแบรนด์ที่ซื้อมาแยกดำเนินงานเป็นธุรกิจอิสระ เพื่อให้ตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทำตลาด และการขยายช่องทางจำหน่าย บริษัทเคยซื้อธุรกิจจากผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่มาแล้วหลายครั้ง รวมถึงแบรนด์ลิปบาล์ม ChapStick และกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม Elida Beauty ของ Unilever
ดีลนี้จึงสะท้อนการแข่งขันรูปแบบใหม่ในตลาดสุขภาพ เมื่อบริษัทขนาดใหญ่เลือกถือครองเฉพาะแบรนด์ที่มีความได้เปรียบและสร้างมูลค่าเพิ่มสูง ขณะที่กองทุนไพรเวตอิควิตีเข้ามารับช่วงแบรนด์ตลาดแมส เพื่อนำไปปรับโครงสร้างและเร่งการเติบโตในฐานะธุรกิจอิสระ