“ส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐ-จีน” พุ่ง 312 bps จ่อทุบสถิติ เสี่ยงเงินทุนไหลออกจากจีน | การเงินธนาคาร | LINE TODAY
ยีลด์พันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปีพุ่งแตะ 4.81% ขณะที่จีนอยู่ที่ 1.69% ดันส่วนต่างกว้างถึง 312 bps ท่ามกลางนโยบายการเงินสองประเทศที่สวนทางกัน วันที่ 2 กันย...
ยีลด์พันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปีพุ่งแตะ 4.81% ขณะที่จีนอยู่ที่ 1.69% ดันส่วนต่างกว้างถึง 312 bps ท่ามกลางนโยบายการเงินสองประเทศที่สวนทางกัน
วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 11.12 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรอบใหม่ ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์ ระหว่างสหรัฐและจีน อายุ 10 ปี ขยายตัวเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มความเสี่ยงที่เงินทุนจะไหลออกจากจีน
*บอนด์ยีลด์สหรัฐ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 4.81% ในการซื้อขายช่วงตลาดเอเชียวันพุธ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่ บอนด์ยีลด์จีน อายุใกล้เคียงกันทรงตัวที่ 1.69%*
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ส่วนต่างบอนด์ยีลด์ระหว่างสองประเทศขยายเป็น 312 basis points (bps) เข้าใกล้สถิติสูงสุดที่ประมาณ 315 bps ซึ่งทำไว้เมื่อต้นปีที่แล้ว ตามข้อมูลของ Bloomberg ที่รวบรวมย้อนหลังไปถึงปี 2545
การขยายตัวของส่วนต่างยีลด์สะท้อนทิศทางนโยบายการเงินที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเผชิญแรงกดดันให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังคงรักษาต้นทุนการกู้ยืมในระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ในทางทฤษฎี ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นทำให้สินทรัพย์จีนมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์สหรัฐฯ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าผลกระทบในทางปฏิบัติอาจถูกจำกัดด้วยปัจจัยภายในตลาดจีน
เจฟฟรีย์ จาง นักกลยุทธ์จาก Credit Agricole CIB ระบุว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและจีนที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับเส้นอัตราผลตอบแทนของจีนที่ค่อนข้างแบน จะยังคงกดดันความน่าสนใจของพันธบัตรจีนสำหรับนักลงทุนภาคเอกชนต่างชาติ และหักล้างประโยชน์บางส่วนจากการแข็งค่าของเงินหยวนอย่างค่อยเป็นค่อยไป
อย่างไรก็ตาม จางมองว่าความเสี่ยงที่จะเกิดเงินทุนไหลออกจากจีนอย่างรวดเร็วยังมีจำกัด เนื่องจากนโยบายการคลังและนโยบายการเงินของจีนยังมีเสถียรภาพ พร้อมคาดว่าผู้จัดการทุนสำรองระหว่างประเทศจะยังให้ความสนใจพันธบัตรรัฐบาลจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงของสินทรัพย์ รวมถึงรับประโยชน์จากบทบาทของเงินหยวนในเวทีระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้การเติบโตของตลาด Panda Bond หรือพันธบัตรสกุลเงินหยวนที่ออกในจีนโดยผู้กู้ต่างชาติ ยังมีแนวโน้มช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติกลุ่มใหม่เข้าสู่ตลาดตราสารหนี้จีน
แม้ส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐ-จีนจะขยายตัวเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ผลกระทบต่อค่าเงินหยวนยังมีจำกัด โดยเงินหยวนซื้อขายแทบไม่เปลี่ยนแปลงที่ประมาณ 6.72 หยวนต่อดอลลาร์ ในวันพุธ และยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2566
นับตั้งแต่ต้นปี เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเกือบ 4% ทำผลงานดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากเงินวอนเกาหลีใต้ โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกของจีนที่แข็งแกร่งและการแปลงรายได้สกุลต่างประเทศของภาคธุรกิจกลับมาเป็นเงินหยวน
ขณะเดียวกันมาตรการควบคุมเงินทุนที่เข้มงวดของจีนช่วยจำกัดความเสี่ยงของเงินทุนไหลออกอย่างไร้ระเบียบ ขณะที่สัดส่วนการถือครองพันธบัตรในประเทศของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับต่ำ จึงช่วยลดผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐ
การถือครองพันธบัตรรัฐบาลจีนของนักลงทุนต่างชาติลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2565 และ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติถือครองเพียง 4.6% ของตลาดพันธบัตรรัฐบาลจีนทั้งหมด ตามการคำนวณของ Bloomberg
ดังนั้น แม้ช่องว่างผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรสหรัฐและจีนที่ขยายตัวอาจลดแรงจูงใจของนักลงทุนต่างชาติในการถือสินทรัพย์จีน แต่ข้อจำกัดด้านเงินทุน ฐานนักลงทุนต่างชาติที่มีสัดส่วนไม่สูง และการแข็งค่าของเงินหยวน ยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดเงินทุนไหลออกจากจีนอย่างรุนแรงในระยะสั้น
อ้างอิง : www.bloomberg.com