พันธบัตรสหรัฐ 30 ปี บนเส้น ‘ความเสี่ยง’! | ข่าวหุ้นธุรกิจ | LINE TODAY
“ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ”กำลังเผชิญกับบททดสอบใหญ่อีกครั้ง เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวสูงขึ้นและยืนเหนือระดับ 5% ยาวนานสุดรอบ ...
“ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ”กำลังเผชิญกับบททดสอบใหญ่อีกครั้ง เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวสูงขึ้นและยืนเหนือระดับ 5% ยาวนานสุดรอบ 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2006 หลังปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุด 5.34%ช่วงกลางเดือนสิงหาคมใกล้เคียงระดับสูงสุดรอบ 22 ปี เหตุการณ์นี้สะท้อนแรงกดดันมหาศาลที่สะสมอยู่ในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสร้างความระมัดระวังให้แก่นักลงทุนทั่วโลก
ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปี ปิดเหนือ 5% ไปแล้วมากกว่า 55 วัน การปรับตัวขึ้นอย่างยืดเยื้อนี้เกิดจากปัจจัยลบหลายประการที่เข้ามากระทบพร้อมกัน ปัจจัยแรกคือปัญหากรณีการขาดดุลงบประมาณมหาศาลของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีแนวโน้มจะผ่อนคลายในระยะเวลาอันใกล้ ส่งผลให้อุปทานพันธบัตรรัฐบาล ที่ต้องออกสู่ตลาดเพื่อชดเชยการขาดดุลมีปริมาณสูงเกินกว่าที่ตลาดจะรองรับได้ง่าย
นอกจากอุปทานจากภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนยังเร่งออกหุ้นกู้ระลอกใหญ่ โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม ที่ผ่านมา และคาดว่าปริมาณการออกหุ้นกู้เอกชนอาจสูงถึง 2.15 แสนล้านดอลลาร์ การระดมทุนภาคเอกชนส่วนใหญ่ เกิดจากการที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงต้องการเงินทุนจำนวนมหาศาล ปริมาณตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ล้นตลาด เข้ามาบดบังมาตรการชะลอความร้อนแรงจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
แม้ว่า “สกอตต์ เบสเซนต์”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะพยายามสร้างความเชื่อมั่นด้วยการประกาศขยายโครงการซื้อคืนพันธบัตร(Treasury Buyback Program) เพื่อกด Yield ลง แต่นักวิเคราะห์มองว่าแรงซื้อจากกระทรวง การคลังเป็นเพียงสัดส่วนที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณพันธบัตรทั้งหมดในตลาด Natixis North America ชี้ว่า อัตราผลตอบแทนระยะยาวจะอยู่ระดับสูงต่อไป จนกว่ารัฐบาลจะปฏิรูประบบสวัสดิการภาครัฐเพื่อแก้วิกฤตขาดดุลอย่างจริงจัง
อีกปัจจัยชี้ขาดสำคัญ คือ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)ตลาดกำลังจับตาการประชุมเฟดประจำเดือนสิงหาคมถึงกันยายนอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟด ในการแสดงจุดยืนรับมือกับอัตราเงินเฟ้อ ที่ยังค้างอยู่ระดับสูง ล่าสุดตลาดให้น้ำหนักเกือบ 70% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เพื่อสยบแรงดันด้านราคา หลังจากวอร์ชส่งสัญญาณเข้มงวด ในการประชุมที่แจ็กสันโฮล ที่ผ่านมา
ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อส่งผลกระทบโดยตรงต่อพันธบัตรระยะยาว เนื่องจากราคาพันธบัตรอายุ 30 ปี มีความอ่อนไหวต่อคาดการณ์เงินเฟ้อมากกว่าพันธบัตรระยะสั้น หากเฟดแสดงความลังเลที่จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ นักลงทุนจะยิ่งลดความต้องการถือครองพันธบัตรระยะยาว ส่งผลให้เกิดแรงเทขายเพิ่มเติม ซึ่ง AmeriVet Securities ย้ำว่า วิธีเดียวที่จะทำให้ Yield พันธบัตรระยะยาวลดลงได้อย่างยั่งยืน คือ การที่เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อให้ได้
ภาวะตลาดปัจจุบันส่งผลให้นักลงทุนในตลาด Option เริ่มลงเดิมพันล่วงหน้าว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปี อาจพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 5.7% ก่อนที่สัญญาจะหมดอายุเดือนพฤศจิกายน ขณะเดียวกันผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ต่างพยายามลดความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคา (Duration) ด้วยการลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรระยะยาว และหันไปพึ่งพาอุปสงค์จากนักลงทุนภาคเอกชนที่อ่อนไหวต่อราคามากขึ้น
โครงสร้างผู้ลงทุนพันธบัตรอายุ 30 ปี ถือเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่า 31 ล้านล้านดอลลาร์ โดยผู้ซื้อหลักคือกองทุนบำนาญและบริษัทประกันชีวิต ที่ต้องการสินทรัพย์เพื่อจับคู่กับภาระผูกพันระยะยาว แต่เมื่อแรงซื้อจากกลุ่มนี้ชะลอตัว ตลาดจึงขาดแรงหนุนสำคัญ แม้ JPMorgan Asset Management มองว่าการซื้อคืนของกระทรวงการคลัง ช่วยได้บ้าง แต่แรงกดดันจากการออกหุ้นกู้ AI ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กลบผลบวกดังกล่าว
แม้ผลตอบแทนจะปรับตัวขึ้นมาไกลจากระดับต่ำสุดของปี แต่นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มปรับมุมมองจากเชิงลบมาเป็นกลางมากขึ้น เนื่องจาก Term Premium และผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) สะท้อนความเสี่ยงไปมากแล้ว ตลาดยังคงต้องจับตาตัวเลขการจ้างงานและข้อมูลเงินเฟ้อสำคัญเดือนสิงหาคม-กันยายนอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวชี้วัดทิศทางดอกเบี้ยและชะตากรรมของตลาดพันธบัตรระยะยาวต่อไป