ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ปิดงบการเงินไตรมาส 2/2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ถือเป็นกลุ่มแรกที่เตรียมเปิดเผยผลประกอบการ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มนำร่องที่สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางการขยายตัวของสินเชื่อในประเทศ

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ประเมินว่า กำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง KBANK, BBL, KTB , KKP , TTB, SCB และ TISCO  ในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ประมาณ 5.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิรวมในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ราว 1.14 แสนล้านบาท เติบโต 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

โดยภาพรวมผลประกอบการได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียมที่กลับมาเติบโต อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับรายธนาคาร KGI ประเมินว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ยังคงทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง โดยคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จะทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 1.47 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และพุ่งแรงถึง 17.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนให้ผลงานครึ่งปีแรกโตเด่น 11.8% ที่ระดับ 2.94 หมื่นล้านบาท จากอานิสงส์สินเชื่อและค่าธรรมเนียมที่ฟื้นตัว ประกอบกับมีกำไรพิเศษเข้ามาช่วยหนุนในไตรมาส 1

ขณะที่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL คาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.13 หมื่นล้านบาท เติบโต 3.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้จะหดตัวลง 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสะสมครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2.24 หมื่นล้านบาท ลดลง 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้าน บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาสนี้จะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1.17 หมื่นล้านบาท ฟื้นตัวในระยะสั้นโดดเด่นสุดในกลุ่มถึง 15.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 7.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานที่สูงในไตรมาส 2/2568 และได้รับผลกระทบจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงอย่างรุนแรง

เช่นเดียวกับ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ที่เผชิญปัจจัยกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิเช่นกัน โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 1.11 หมื่นล้านบาท ทรงตัวที่ 0.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และชะลอตัวลง 5.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ส่วนธนาคารขนาดกลางและเล็กพบว่า ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ขึ้นแท่นเป็นดาวเด่นที่มีอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงที่สุดในกลุ่ม โดยคาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 2/2569 จะพุ่งแรงถึง 35.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 1.91 พันล้านบาท แม้จะลดลงเล็กน้อย 2.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรงวดครึ่งปีแรกก้าวกระโดดถึง 56.5% มาอยู่ที่ 3.9 พันล้านบาท จากรายได้ที่ขยายตัวได้ดีแม้มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น

ด้าน ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ผลงานยังคงเติบโตอย่างสม่ำเสมอ คาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 5.54 พันล้านบาท เติบโต 7.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 10.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนโดยต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อที่ปรับตัวลดลงและรายได้ค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่ง

ปิดท้ายด้วย บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO คาดว่ากำไรสุทธิจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.90 พันล้านบาท เติบโต 9.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 15.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้แรงหนุนสำคัญจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อนั้น เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนใน KBANK, BBL และ SCB โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า KBANK มีการขยายตัวของสินเชื่อเพิ่มขึ้น 2% นับตั้งแต่ต้นไตรมาส และบวก 3% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับ BBL, SCB และ TTB ในขณะที่ KTB ยังคงกลยุทธ์นำสภาพคล่องส่วนเกินไปพักไว้ในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ว่าภาระค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญจะผ่อนคลายความตึงเครียดลงสำหรับ KBANK, TTB, KTB และ KKP เนื่องจากมีการตั้งสำรองล่วงหน้าไปแล้วในไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม คาดว่า BBL จะเป็นเพียงแห่งเดียวที่อาจมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วน TISCO และ SCB คาดว่าระดับการตั้งสำรองจะยังคงทรงตัว จากปัจจัยพื้นฐานดังกล่าว ฝ่ายวิจัยจึงคัดเลือก KBANK, BBL, KTB และ KKP ให้เป็นหุ้นเด่นประจำกลุ่ม